วิธีสร้างแบรนด์ตัวเอง เล่า Step-by-Step สร้างแบรนด์ง่าย ๆ ในงบที่คุณกำหนดได้
การตัดสินใจเลือกที่จะสร้างแบรนด์สินค้าเป็นของตัวเอง ไม่ได้เป็นสิ่งที่ใหม่สำหรับตอนนี้แต่มันเริ่มกลายเป็นเป้าหมายที่หลายคนมีความฝันว่าอยากจะมีแบรนด์เป็นของตัวเอง ซึ่งมันจะทำให้เราหลุดพ้นวงจรมนุษย์เงินเดือน และกลายเป็นคนที่แบกรับต้นทุน ความเสี่ยงอะไรหลาย ๆ อย่าง และไม่ว่าเป็นใครก็ตาม ทุกคนมักจะมีโอกาสในการสร้างแบรนด์ของตัวเอง ได้กันทั้งนั้นเพื่อจุดมุ่งหมายและความสำเร็จในชีวิต
ในบทความนี้จะคอยแนะนำขั้นตอนต่าง ๆ ในการสร้างแบรนด์ตัวเอง ตั้งแต่เริ่มต้นหาสินค้าของตัวเอง คำนวณค่าใช้จ่าย งบประมาณ ไปจนถึงหาช่องทางในการขายสินค้าต่างๆ
รู้จักกับความหมายของแบรนด์
ก่อนอื่นเลยจะต้องรู้จักกับคำว่า “แบรนด์” นั้นก็คือ ชื่อ เครื่องหมาย โลโก้ หรือการออกแบบต่าง ๆ ที่ใช้ระบุสินค้าเฉพาะเจาะจง เป็นสิ่งที่สะท้อนความเป็นเราและสร้างภาพลักษณ์ให้สายตาลูกค้า เคล็ดลับการสร้างแบรนด์ให้โดดเด่น จะต้องมีความหมายที่ลึกซึ้งแอบแฝงอยู่ สามารถสะท้อนถึงความเป็นเอกลักษณ์ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังช่วยให้สร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง
3 องค์ประกอบสำคัญของการสร้างแบรนด์
รวม 5 ขั้นตอนการสร้างแบรนด์สินค้าเป็นของตัวเอง
ขั้นตอนที่ 1 เริ่มต้นสร้างแบรนด์ด้วยการหาสินค้าเป็นของตัวเอง
ก่อนอื่นเลยไม่จะว่าอยู่ในตลาดแบบไหน จะต้องแข่งกับธุรกิจอะไร จะต้องหาคุณค่าสินค้าเป็นของตัวเองให้ได้ก่อน ถือเป็นหัวใจหลักการสร้างแบรนด์ หากใครยังคิดไม่ออกว่าอยากจะขายอะไรให้ลองทำตามนี้ดู
ที่สำคัญคือการ ‘รู้ความชอบตัวเอง’ ควรการสำรวจความชอบและความถนัดของตัวเองเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามในการสร้างแบรนด์ตัวเอง การทำงานกับสิ่งที่ชอบมันจะทำให้รู้สึกสนุก ไม่น่าเบื่อ และทำให้มีไอเดียใหม่ๆในการพัฒนาสินค้าให้โดดเด่นและมีคุณภาพได้ การค้นหาความชอบตัวเองอาจเริ่มต้นจากเรื่องง่ายๆ งานอดิเรกตัวเอง เช่น ชอบทำอาหาร ก็อาจจะลองทำแบรนด์ขนมส่งขาย หรือ เป็นคนชอบเรื่องการแต่งตัว แฟชั่นมีไสตล์ ก็อาจจะลองเพ้นลายเสื้อขายก็ตอบโจทย์เหมือนกัน
แนะนำว่าควรเลือกทำแบรนด์สินค้าที่ตัวเองชอบจริงๆ เพราะจะทำให้เราอยู่กับมันได้นานและเข้าใจถึงคุณค่าของแบรนด์โดยที่ไม่รู้สึกเบื่อสักนิด
ขั้นตอนที่ 2 ดูกลุ่มลูกค้าว่าจะขายให้ใคร
จะต้องรู้ว่าเราจะขายให้ใครเป็นหลัก กลุ่มลูกค้าคนไหนจะมีแนวโน้มซื้อสินค้าหรือจากแบรนด์ตัวเองมากที่สุด เข้าถึงมูลค่าของแบรนด์ โดยแนวโน้มที่ควรนำมาพิจารณาก็เป็น เพศ อายุ Genaration ความชอบ ความสนใจเรื่องต่าง หรือไม่ว่าจะเป็น “บุคลิกภาพของลูกค้า” หรือ Customer Persona ข้อมูลเหล่านี้เรียกว่า Customer Insights ที่เอาไว้ทำความเข้าใจกัลูกค้าอย่างแท้จริงได้ สิ่งเหล่านี้สามารนำเครื่องมืออย่าง ระบบ CRM มาใช้งานเพื่อใช้เก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าได้ทุกมิติ
การทำความเข้าใจกับกลุ่มลูกค้าอย่างลึกซึ่งจะช่วยให้บ่งบอกถึงความต้องการที่แท้จริงจากลูกค้าได้ตรงจุดมี Solution ที่แก้ไขปัญหาได้แม่นยำอีกด้วย และยังสร้างความคาดหวังของลูกค้านับว่าเป็นสัญญาณที่ดีในการทำให้แบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น
ขั้นตอนที่ 3 งบประมาณที่มี
งบประมาณหรือเงินลงทุนเป็นสิ่งที่หลีกเลี้ยงไม่ได้จริงๆในการสร้างแบรนด์ของตัวเอง จะขอไม่ลงรายละเอียดลึกถึงการคำนวณงบการเงิน หรือ การคาดกาณ์ยอดขายล่วงหน้า แต่จะพูดถึงแค่งบประมาณในการผลิตสินค้า ว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ในการผลิตมีต้นทุนในด้านอะไรบ้าง
สูตรคำนวณต้นทุนการผลิต
ต้นทุนการผลิต = ต้นทุนวัสดุ + ต้นทุนแรงงาน + ค่าใช้จ่ายในการผลิต
สำหรับคนที่จ้างโรงงานผลิตหรือ OEM ก็สามารถนำราคาผลิตจากโรงงานไปเป็นต้นทุนได้เลย นอกจากนี้ควรที่จะเก็บเงินสำรองเอาไว้หมุนป้องกันความเสี่ยงที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตสินค้าให้ไม่ทัน ส่งสินค้าล่าช้า ปัญหาเหล่านี้จะทำให้ไม่มีสินค้าส่งถึงมือลูกค้าและขาดรายได้ไปบางส่วน
ขั้นตอนที่ 4 หาโรงงานผลิต หรือ ผลิตเอง
เมื่อมีไอเดียแล้วว่าแบรนด์ของเราจะขายอะไรขั้นตอนต่อไปก็คือตัดสินใจว่าจะผลิตสินค้าเองหรือหาโรงงานผลิตสินค้าให้ ตัวเลือกทั้ง 2 ต่างก็มีข้อดี-ข้อเสีย ต่างกันไป จำเป็นที่จะต้องดูอย่างรอบคอบเลือกวิธีที่เหมาะสมกับงบประมาณและประสบการณ์ที่มี
หาโรงงานผลิต หรือ OEM
การหาโรงงานผลิตเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจอยากสร้างแบรนด์โดยที่ไม่มีเครื่องมือในการผลิตของตัวเอง ข้อดีคือสามารถผลิตสินค้าได้ทันทีไม่ต้องลงทุนในเครื่องจักรอุปกรณ์ และยังสามารถใช้ขั้นตอนการผลิตโดยตรงจากโรงงาน สิ่งที่ควรคำนึงก็คือ คุณภาพของสินค้า ต้นทุนการผลิตและเวลาในการส่งสินค้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่ยังสามารถเจรจาต่อรองได้เป็นกรณีไปบางเรื่อง เช่น ปรับเปลี่ยนสูตรในขั้นตอนการผลิต หรือ ลดทุนในการผลิตในแต่ละครั้ง
ผลิตเอง
สำหรับคนที่อยากควบคุมกระบวนการผลิตเองทั้งหมด ควบคุมคุณภาพสินค้าให้ได้มาตราฐานที่ตัวเองวางไว้ การลงมือผลิตเองถือเป็นตัวเลือกที่ดี สามารถปรังปรุงคุณภาพหรือพัฒนาสินค้าเอได้ง่าย ยังไงก็ตามการผลิตเองก็จะต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูงเรื่องต่างๆในด้านอุปกรณ์ แรงงาน พื้นที่การผลิต การสต๊อกวัตถุดิบสินค้า ที่สำคัญต้องรู้ขั้นตอนหรือ Know How อย่างละเอียดซึ่งก็จะต้องใช้ระยะเวลาในการฝึกฝนไปสักระยะ และเมื่อรู้ถึงวิธีทำขั้นตอนต่างๆแล้วก็จะเป็นจะต้องอบรมพนักงานให้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่วางไว้
ขั้นตอนที่ 5 ลงมือขายสินค้า
หากเลือกได้แล้วว่าจะขายสินค้าอะไร สเต็ปต่อไปคือเตรียมตัวลงมือขายจริง ซึ่งมีหลายช่องทางให้เลือกไม่ว่าจะเป็นการเปิดหน้าร้านขาย ขายออนไลน์ หรือหาตัวแทนจำหน่าย ในแต่ละช่องทางก็มีความแตกต่าง รายละเอียดยาก-ง่าย ที่ต่างกันไป
สำหรับเปิดหน้าร้านควรคำนึงถึง
ทำเลที่ตั้ง เป็นปัจจัยสำคัญที่จะคอยดึงดูดลูกค้าให้เห็นสินค้าตัวจริงของแบรนด์ได้ดี ควรเลือกทำเลที่มีคนเดินจำนวนมาก เช่น ตลาดนัด ห้างสรรพสินค้า สถานที่ท่องเที่ยว
การตกแต่งหน้าร้าน ควรออกแบบให้โดดเด่นยังไงก็ได้ให้ดึงดูสายตาลูกค้าให้เยอะที่สุด มีป้ายราคาทีขัดเจน รวมไปถึงการจัดเรียงสินค้าให้ลูกค้าเห็นได้ชัดเจน สามารถเลือกหรือหยิบขึ้นมา่านรายละเอียดได้ง่าย
ไม่กดดันลูกค้าเวลาเลือกสินค้า พนักงานควรเข้าใจถึงลูกค้าว่าบางคนเพียงแค่ต้องการมาดูสินค้าจริงๆ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเดินตามหรือยืนกดดันใกล้เพราะมันจะทำให้ลูกค้ารู้สึกไม่สบายใจและอาจทำให้เดินหนีออกจากร้านก็ได้ขายสินค้าออนไลน์
เรียกได้ว่าเป็นที่นิยมอย่างสูงในปัจจุบันนี้ เพราะเป็นช่องทางขายสินค้าที่สะดวกที่สุดแล้ว และยังรวดเร็วอีกสามารถทำให้แบรนด์ตัวเองเข้าถึงลูกค้าได้อย่างกว้างภายในระยะเวลาไม่นานยังไงก็ตาม การขายสินค้าออนไลน์ก็มีทั้งข้อดีและข้อจำกัดที่ควรพิจารณา
ข้อดี
เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้รวดเร็วและกว้าง ซึ่งก็ไม่จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งสามารถขายได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ และลูกค้าก็สามารถซื้อสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง สะดวกสำหรับคนที่มีเวลาไม่ตรงกันมีค่าใช้จ่ายเปิดร้านที่ต่ำเมื่อเทียบกับการเปิดหน้าร้านแล้ว เพราะปัจจุบันมีแพลตฟอร์มการขายของออนไลน์จำนวนมากที่มีทั้งฟรีและเสียเงิน ทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนสินค้า ราคา และข้อมูลต่างๆ ได้ง่ายและรวดเร็วสามารถนำข้อมูลการซื้อสินค้ามาวิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อลูกค้าได้ ซึ่งถือเป็นประโยชน์อย่างมากในการปรับกลยุทธ์และวางแผนการตลาดได้ตรงกล่มเป้าหมายมากที่สุด ข้อจำกัด
มีการแข่งขันที่สูงเพราะมีรายใหม่เข้ามาเรื่อยๆตลอดเวลาบางทีแบรนด์ใหม่ที่เพิ่งสร้างอาจจะมีสินค้าที่โดดเด่นกว่าเราก็ได้ ทางที่ดีควรที่จะติดตาม เฝ้ามองคู่แข่งอย่างใกล้ชิดเพื่อหาโอกาสในการปรับตัวแบรนด์สินค้าให้มีความโดดเด่นมากกว่า
เสียค่าขนส่ง บางครั้งค่าขนส่งอาจจะเป็นตัวชี้ชะตาว่าลูกค้าจะปิดหนีหรือไปต่อก็เพราะเรื่องค่าขนส่งนั้นเอง โดยปกติคนทั่วไปก็ไม่อยากเสียค่าขนส่งที่จำเป็นจะต้องจ่ายเงินเพิ่ม (ลูกค้าก็อยากซื้อของในราคราถูก)เคล็ดลับในการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง
การสร้างแบรนด์ตัวเองให้แข็งแกร่งเพื่อเอาใจลูกค้าเป็นสิ่งที่ต้องทำไว้แต่แรก เนื่องจากจำเป็นที่จะต้องใช้เวลากว่าจะเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งและดึงดูดลูกค้าหันมาสนใจได้
1. ทำตามเป้าหมายของแบรนด์
ควรที่จะสะท้อนถึงความเป็นตัวตนยึดมันในสิ่งที่เป็นทำตามเป้าหมายของแบรนด์ที่ตั้งเอาไว้ ไม่ใช่ว่า พยายามเลียนแบบของคนอื่นเพราะมันจะดูเหมือนการก๊อปปี้ไม่มีแนวทางเป็นของตัวเองและดูไม่จริงใจในสายตาลูกค้า การเป็นตัวของตัวเองหมายถึงการจริงใจ โปร่งใสต่อลูกค้าและยังทำให้ลูกค้าสร้างความภัคดีต่อแบรนด์ได้ในระยะยาว
2. สร้างคอนเทนต์ให้สม่ำเสมอ
การสร้างคอนเทนต์เป็นสิ่งสำคัญและขาดไม่ได้ในช่วงเริ่มต้นสร้างแบรนด์ขึ้นมา เราควรสร้างคอนเทนต์อย่างต่อเนื่องให้ครบทุกแพลตฟอร์ม เนื่องจากเป็นกุญแจสำคัญที่ให้ลูกค้ามองว่าแบรนด์ของเรามีตัวตนอยู่จริง เชื่อถือได้เพียงแค่สร้างคอนเทนต์ไปเรื่อยๆ พยายามอย่าปล่อยให้ Social Media ร้างเพียงเท่านี้ก็สามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือในสายตาลูกค้าได้
อ่านเพิ่มเติม
Content Marketing ทำยังไงให้คอนเทนต์มีคุณภาพ3. การมีส่วนร่วม
การมีส่วนร่วมกับลูกค้าบนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะการตอบกลับความคิดเห็นของลูกค้าถือได้ว่าเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ได้ดี ซึ่งมองว่าเราเห็ความสำคัญกับความคิดเห็นของลูกค้าพร้อมที่จะรับฟังและแก้ไขสิ่งที่ขาดหายไป การมีส่วนร่วม มีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้ายังสามารถสร้างความภัคดีและภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาลูกค้าได้
สร้างแบรนด์ตัวเองใช้เงินเท่าไหร่
มาถึงข้อที่หลายคนอยากจะรู้กันแล้วว่า ‘การสร้างแบรนด์ด้วยตัวเองต้องใช้เงินเท่าไหร่กันแน่’ สำหรับค่าใช้จ่ายในการสร้างแบรนด์ตัวเองนั้นแตกต่างกันไปมาก ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยกันไป
ไม่ว่าจะเป็นประเภทสินค้าหรือบริการ และถ้าเป็นสินค้าที่ต้องผลิต จะมีค่าใช้จ่ายเรื่องวัตถุดิบ, การผลิต, แพ็กเกจจิ้ง ถ้าเป็นบริการ อาจมีค่าใช้จ่ายเรื่องการพัฒนา, เครื่องมือ, สถานที่ เป็นต้น
ทั้งนี้ช่องทางการขายก็มีส่วนไม่น้อย คุณวางไว้ว่าจะขายออนไลน์อย่างเดียว หรือจะขายหลายช่องทาง (Omnichannel Marketing) เพราะจะมีเรื่องของค่าใช้จ่ายในการการสร้างเว็บไซต์, โฆษณาออนไลน์, ค่าเช่าร้าน และแน่นอนการตลาดจะใช้งบประมาณเท่าไหร่ในการทำการตลาด, โฆษณา, ประชาสัมพันธ์
เราอยากให้คุณคำนึงถึงงบประมาณเริ่มต้นในการสร้างแบรนด์ของตัวเองก่อนเลยเป็นอันดับแรก ซึ่งถ้าหากคุณถเน้นขายออนไลน์ ทำเองทุกอย่าง อาจเริ่มต้นได้ด้วยงบประมาณหลักพันบาทก็ทำได้แล้ว แต่ถ้าแบรนด์ของคุณมีการผลิตสินค้า ทำการตลาดจริงจัง อาจต้องใช้งบประมาณหลักหมื่นถึงหลักแสนบาทเลยทีเดียว
หาก Betask จะแนะนำอะไรได้ เราอยากแนะนำว่าควรวางแผนให้ดีก่อนเริ่ม ควรวางแผนธุรกิจให้รอบคอบ คำนวณค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้ครบถ้วน และถ้ามีงบจำกัด อาจเริ่มจากเล็ก ๆ ก่อน แล้วค่อย ๆ ขยายเมื่อมีรายได้เข้ามา
ทั้งนี้ในปัจจุบันมีเครื่องมือและทรัพยากรฟรีมากมายที่ช่วยในการสร้างแบรนด์ เช่น Canva สำหรับออกแบบ WordPress สำหรับสร้างเว็บไซต์ เป็นต้น รวมไปถึงศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์ให้มากที่สุด เพื่อให้เข้าใจและวางแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สุดท้ายแล้วหากแบรนด์คุณถึงเป้าหมายแล้ว อย่าลืม Betask ด้วยระบบจองคิว ระบบสะสมแต้ม ที่พร้อมอยู่เคียงข้างแบรนด์ของคุณ
You must be logged in to post a comment.