
ในยุคที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลและสินค้าผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้หลากหลายมากขึ้น ทุกธุรกิจจึงต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว “Omnichannel Marketing” จึงกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยให้แบรนด์สามารถเชื่อมโยงกับลูกค้าผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น ช่วยรวมข้อมูลลูกค้าไว้ในที่เดียว ทั้งยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการ “ซื้อซ้ำ” และ “ความจงรักภักดี” ต่อแบรนด์ได้อีกด้วย ซึ่งหลาย ๆ ธุรกิจก็ปรับมาใช้กลยุทธ์นี้กันแล้ว
Omnichannel Marketing คือ การรวมช่องทางการสื่อสารทุกอย่างไว้ในช่องทางเดียวกัน ทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ โดยทั้งหมดจะเชื่อมโยงข้อมูลถึงกัน เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่สะดวกสบายในการซื้อสินค้า และยังมีความต่อเนื่องเมื่อเปลี่ยนช่องทางการซื้อหรือรับบริการ

ข้อดีของการทำ Omnichannel คือ ลูกค้าจะได้รับประสบการณ์ที่ราบรื่นและต่อเนื่องกัน ไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งที่เปลี่ยนช่องทางการซื้อ ทำให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกว่า “ซื้อง่าย” ช่วยเพิ่มความพึงพอใจ และกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาซื้อหรือใช้บริการซ้ำ เพิ่มโอกาสปิดการขายได้มากขึ้น ซึ่งแบรนด์ยังสามารถนำข้อดีส่วนนี้มาพัฒนา โดยทำ Loyalty Program เพื่อเปลี่ยนจาก “ลูกค้าขาจร” ให้กลายเป็น “ลูกค้าที่ภักดีต่อแบรนด์” ได้อีกเช่นกัน
Omnichannel Marketing จะทำให้ธุรกิจได้ข้อมูลเชิงลูกค้าจากหลาย ๆ ช่องทาง และสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าได้ครอบคลุมและแม่นยำมากขึ้น ทำให้สามารถวางกลยุทธ์ทางการตลาด สร้างแคมเปญ ยิงแอดโฆษณา หรือทำคอนเทนต์ให้ออกมา “ตรงใจ” และ “ตรงความต้องการ” ของลูกค้าได้มากกว่าเดิม นอกจากนี้ ฝ่ายบริการลูกค้ายังสามารถนำข้อมูลส่วนนี้มาปรับปรุงและพัฒนาบริการ เพื่อยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าให้มากขึ้นได้อีกด้วย
นอกจากจะช่วยซัพพอร์ตฝ่ายการตลาดและฝ่ายบริการลูกค้าแล้ว การทำ Omnichannel Marketing ยังช่วยซัพพอร์ตทีมหลังบ้านที่ต้องจัดการข้อมูลของลูกค้าได้อีกด้วย เพราะการทำ Omnichannel นั้นเป็นการเชื่อมข้อมูลไว้ในที่เดียวกัน ทำให้ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้าถูกรวมไว้ในที่เดียวกันอย่างเป็นระบบ เมื่อต้องตอบคำถามลูกค้าในช่องทางต่าง ๆ แอดมินก็จะตอบได้อย่างรวดเร็วและตรงประเด็นมากขึ้น
การทำ Omnichannel Marketing ช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารงบ Marketing ได้คุ้มค่ามากขึ้น โดยเน้นไปที่การรักษาฐานลูกค้าเดิม (Retention) แทนการหาลูกค้าใหม่ ลดงบประมาณในการหา Lead ที่มีต้นทุนสูง ทั้งยังเสิร์ฟสินค้าและบริการได้ตรงตามความต้องการของลูกค้ามากขึ้น ช่วยเพิ่มโอกาสปิดการขายได้มากกว่าเดิม
การให้ลูกค้าเลือกชมสินค้าออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชัน และไปรับสินค้าที่ร้านได้ หรือการทำ Ads บน Social Media ให้คนไปกรอกข้อมูลบนเว็บไซต์เพื่อรับสิทธิพิเศษมาใช้บริการหน้าร้านได้ ซึ่งเป็น Omnichannel Marketing ที่พบเห็นได้บ่อย ๆ ในธุรกิจที่มีหน้าร้าน เช่น ร้านขายเสื้อผ้า, ร้านเครื่องสำอาง, ร้านอาหาร เป็นต้น
อีกหนึ่งตัวอย่างของการทำ Omnichannel Marketing ที่เห็นได้เป็นประจำ ก็คือการไปซื้อของที่หน้าร้านแล้วสั่งให้จัดส่งไปที่บ้าน หรือการที่ร้านค้าให้สแกนคิวอาร์โค้ดสะสมแต้ม หรือเพิ่มเพื่อนใน LINE OA เพื่อรับบัตรสะสมแต้มหรือสิทธิประโยชน์ในการใช้บริการครั้งถัดไป
การทำ Omnichannel Marketing ที่เห็นได้บ่อย ๆ ก็คือการทำ Remarketing ลูกค้าที่เคยซื้อสินค้าหรือใช้บริการเพื่อกระตุ้นให้กลับมาซื้อซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นการทำโฆษณาผ่าน Google, Facebook หรือช่องทางอื่น ๆ รวมถึงการส่ง SMS หรือ LINE OA มอบสิทธิพิเศษให้แก่ลูกค้าเก่า เพื่อกระชับความสัมพันธ์และเปลี่ยนให้กลายเป็นลูกค้าที่มีความภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาว

ขั้นตอนแรกของการทำ Omnichannel Marketing นั้นเริ่มจากการวิเคราะห์เส้นทางของลูกค้า (Customer Journey Mapping) ว่าช่องทางไหนลูกค้าเข้ามาบ่อยที่สุด จุดไหนที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อ และจุดไหนที่ลูกค้ามักจะหายหรือไม่กลับมาอีก เพื่อใช้ในการวางแผนและปรับปรุงกลยุทธ์ทางการตลาด จากนั้นรวบรวมข้อมูลจากทุกช่องทางให้อยู่ในระบบเดียวกัน (Data Integration) เช่น CRM หรือ CDP เพื่อให้ทีมงานเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายมากขึ้น
ขั้นตอนที่สองของ Omnichannel Marketing ก็คือการกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน และวางแผนกลยุทธ์ โดยกำหนดว่าแต่ละช่องทางจะมีบทบาทอย่างไร เช่น ใช้ Facebook สำหรับการสร้าง Awareness ส่วน Website ใช้สำหรับการให้ข้อมูล (Consideration) และใช้ Line OA ในการปิดการขาย (Conversion) โดยเชื่อมโยงทุกแพลตฟอร์มเข้าด้วยกันให้ลูกค้าเปลี่ยนช่องทางได้ตลอด โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่
ขั้นตอนต่อมาในการทำ Omnichannel Marketing จะเป็นการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจของเรา เช่น Customer Data Platform (CDP) หรือ Customer Relationship Management (CRM) ที่ใช้เก็บและรวมข้อมูลลูกค้าจากทุกช่องทาง เช่น Website, Line, Facebook, ร้านค้า เพื่อให้รู้ว่าใครเป็นใคร และช่วยสร้างแคมเปญเฉพาะบุคคลได้แม่นยำ หรือการใช้ Marketing Automation Platform ซึ่งจะช่วยให้ฝั่งธุรกิจสามารถส่งข้อความ โปรโมชัน หรือแคมเปญได้แบบอัตโนมัติ
การสร้างเส้นทางการซื้อขายให้ลูกค้าใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง ก็เป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญในการทำ Omnichannel Marketing ซึ่งการออกแบบประสบการณ์ Omnichannel ที่ดีนั้นจะต้องไม่ทำให้ลูกค้า “เริ่มต้นใหม่” เมื่อเปลี่ยนช่องทางการซื้อ แต่ข้อมูลทุกอย่างควรต่อเนื่องและเชื่อมถึงกันอยู่แล้ว เช่น เมื่อลูกค้าจองคิวผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ก็สามารถเข้าใช้บริการที่ร้านได้ โดยไม่ต้องจองคิวใหม่ที่หน้าร้านอีกรอบ
จุดที่ดีในการทำ Omnichannel คือจะต้องมีการเก็บข้อมูลผลลัพธ์ วิเคราะห์ปัญหา และปรับปรุงกลยุทธ์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของ Omnichannel Marketing ให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์อย่างต่อเนื่องในการซื้อสินค้าหรือใช้บริการ
ตัวอย่างตัวชี้วัด:
CLV (Customer Lifetime Value)
Repeat Purchase Rate
Average Order Value
Conversion Rate ในแต่ละ Journey
ความเร็วในการตอบลูกค้า
ROI ของทุกช่องทางหลังเชื่อมข้อมูล
ปัญหาที่เจอบ่อย
ระบบหลังบ้านไม่เชื่อมกัน (POS, CRM, Website, Chat)
ข้อมูลลูกค้ากระจัดกระจาย
ทีม Marketing / Sales / CS ทำงานไม่สอดประสาน
ตั้ง Journey ผิดจากพฤติกรรมลูกค้าจริง
ไม่มีทีม Data มาช่วยวิเคราะห์
ลงทุนด้านเทคโนโลยีสูง ถ้าเลือกผิดจะเสียเวลาและงบประมาณ
Omnichannel Marketing เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจบริการ หรือแม้แต่ธนาคารและสถาบันการเงิน โดยการเริ่มต้นทำ Omnichannel Marketing นั้น ควรเริ่มจากการทำความเข้าใจลูกค้า วางแผนกลยุทธ์ที่ชัดเจน และเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม จากนั้นค่อย ๆ ปรับปรุงและพัฒนาตามข้อมูลและผลตอบรับจริง เพื่อให้การธุรกิจของคุณก้าวสู่ความสำเร็จได้อย่างมั่นคง
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.
You must be logged in to post a comment.