การสร้าง Brand Awareness คืออะไร กลยุทธ์เพิ่มการรับรู้แบรนด์

การสร้าง Brand Awareness คืออะไร

ในธุรกิจทุกประเภทหากต้องการประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องรู้จักการสร้างการรับรู้แบรนด์ หรือ Brand Awareness ที่เป็นสิ่งที่จะช่วยให้ธุรกิจเป็นที่รู้จักและจดจำในสายตาลูกค้าได้แพร่หลาย โดยกลยุทธ์การสร้าง Brand Awareness นั้นจะช่วยเพิ่มโอกาสลูกค้าให้รับรู้ถึงสินค้าบริการจากธุรกิจได้เป็นอย่างดี

สำหรับธุรกิจที่อยากจะเริ่มต้นสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างนั้น ในบทความนี้จะอธิบายถึงขั้นตอนการสร้างการรับรู้แบรนด์ที่สามารถเพิ่มยอดขายได้ระยะยาว

Brand Awareness ความหมายและความสำคัญต่อธุรกิจ

Brand Awareness คือกลยุทธ์สร้างการรับรู้ ให้ลูกค้าจดจำภาพลักษณ์แบรนด์ซึ่งก็รวมไปถึง โลโก้, ผลิตภัณฑ์ หรือ บริการต่างๆ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ให้ลูกค้ามีการตัดสินใจซื้อสินค้าจากธุรกิจ และนำไปสู่การสร้างความภักดีต่อไป

 

การที่ธุรกิจมีภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งจะสามารถเพิ่มสิ่งที่เรียกว่า “ความน่าเชื่อถือ” และ “ความโดดเด่น” ต่อลูกค้ารายใหม่ได้อย่างรวดเร็ว มีโอกาสสูงที่จะสร้างยอดขายสำหรับลูกค้ากลุ่มอื่นๆ รวมไปถึงการเพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์

1. สร้างความไว้วางใจให้ลูกค้า

ลูกค้ามีข้อมูลให้เลือกมากมายและมีตัวเลือกหลากหลาบสำหรับการใช้สินค้า บริการที่เหมือนกัน ทั้งนี้การสร้างความไว้ใจถือเป็นคีย์หลักที่ทำให้ลูกค้าหันมาเลือกซื้อกับธุรกิจของคุณเอง วิธีที่สร้างความไว้ใจให้กับลูกค้าที่ได้ผลมากที่สุดคือ การให้ข้อมูลที่เป็นจริงและไม่เป็นการหลอกลวงกับลูกค้า และอีกวิธีก็คือการมอบบริการที่ดีที่สุด ทำยังไงก็ได้ให้ลูกค้ารู้สึกถึงความสบายใจ ทำให้รู้ว่าสามารถพึ่งพา ให้สิ่งที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ

จุดเริ่มต้นเล็กๆการให้ความไว้วางใจจากลูกค้าคือ การมี Social Media ทุกช่องทางหรือการทำ Omnichannel Marketing และจะต้องมีการเคลื่อนไหวโต้ตอบกับลูกค้าตลอด สิ่งสำคัญห้ามปล่อยให้ร้างเป็นอันขาด

2. ช่วยให้ธุรกิจมีแบรนด์โดดเด่นกว่าคู่แข่ง

เรียกได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสร้างความแตกต่างและโดดเด่นในสายตาลูกค้า เมื่อลูกค้ารับรู้ถึงแบรนด์แล้วสิ่งที่ควรทำคือทำยังไงก็ให้จดจำได้ระยะยาว (อารมณ์ประมาณว่าเมื่อพูดถึงสินค้าก็จะนึกถึงแบรนด์ทันที) ซึ่งการสร้างการรับรู้แบบนี้จะต้องอาศัยกลยุทธ์ที่โดดเด่นและคลอบคลุมเป็นอย่างมาก ตั้งแต่การโฆษณา จัดทำโปรโมชั่น เลือกช่องทางที่เหมาะสม หาโอกาสสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง การทำคอนเทนต์ หรือการประชาสัมพันธ์

3. เพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์

การเพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์ พูดง่ายๆคือการทำให้แบรนด์ของตัวเองดูแพงขึ้นในสายตาของลูกค้า พยายามจูงใจลูกค้าให้เชื่อว่าสินค้ามีคุณภาพ ความน่าเชื่อถือไปในทางเดียวกับแบรนด์ธุรกิจ แล้วพร้อมยินดีที่จะจ่ายในการซื้อสินคาหรือบริการ วิธีการเพิ่มมูลค่าในตัวแบรนด์มีหลากหลายวิธีเช่น สร้างความแตกต่างอย่างชัดเจน, มีการโต้ตอบกับลูกค้าเป็นประจำเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว (crm), สร้างความภักดีกับลูกค้า เป็นต้น

การสร้างมูลค่าแบรนด์จะช่วยให้มี Brand Awareness มีการจดจำการรับรู้ได้ง่ายขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้ดูน่าเชื่อถือ เพิ่มโอกาสการปิดการขายและสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าใหม่ได้ง่ายขึ้น

Brand Awareness ทั้ง 4 ระดับ

4 ระดับ Brand Awareness

1. ไม่รู้จักแบรนด์ Unaware of Brand

ในระดับนี้กลุ่มลูกค้าไม่รู้จักแบรนด์ ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน และไม่รู้ด้วยว่าทำอะไรบ้างมีสินค้าบริการอะไรบ้าง ในระดับนี้แบรนด์จะต้องทำการสร้างตัวตนขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นการออกบูธ, สร้างเพจ Social Media ยิงโฆษณาเพื่อเข้าถึงกลุ่มคนจำนวนมาก รวมถึงการวางแผนสร้างเนื้อหาดึงดูดสายตาลูกค้าให้หันมาสนใจในตัวแบรนด์

2. การรับรู้แบรนด์ Brand Recognition

เริ่มรู้จักแบรนด์ขึ้นมาบ้างแล้ว ยังเห็นภาพไม่ชัดเจนว่าสินค้าทำอะไรได้บ้าง แต่ก็พอจะนึกออกบ้างนิดหน่อย ซึ่งอาจจะต้องพึ่งพาตัวช่วยอย่างการให้เห็นโลโก้ หรือ ตัวสินค้าจริงๆถึงกลุ่มลูกค้าจะนึกภาพออก ในระดับนี้แบรนด์จะต้องสร้างความแตกต่างให้เกิดความโดดเด่นในสายตาลูกค้าจึงจะทำให้เป็นที่น่าจดจำ และแบรนด์ยังคงจะต้องทำโฆษณาต่อไปเพื่อให้มีการนึกถึงอยู่เรื่อยๆ

3. การระลึกถึงแบรนด์ Brand Recall

นับได้ว่าเป็นระดับที่สูงพอสมควรเนื่องจากลูกค้าสามารถนึกถึงแบรนด์เราได้เป็นอันดับแรกๆ เมื่อมีการพูดถึงประเภทสินค้า โดยไม่จำเป็นต้องบอกชื่อ หรือ เห็นโลโก้ก็ตาม เช่น เมื่อพูดถึงน้ำอัดลมลูกค้าก็จะนึกถึง โค้ก เป๊ปซี่ หรือ แฟนต้า ได้ทันที ในระดับนี้แบรนด์จะต้องเอาใจใส่กับลูกค้าให้มากๆไม่ใช่แค่โฆษณาเพื่อเพิ่มยอดขายอย่างเดียว แต่จะต้องให้บริการหลังการขายอย่างดีเยี่ยมเพื่อให้ลูกค้าได้นึกถึงแบรนด์เราเป็นอันดับแรก

4.ความผูกพันกับแบรนด์ (Top-Of-Mind)

เป็นสิ่งที่ทุกแบรนด์อยากเข้าถึงระดับนี้เพราะลูกค้าจะเลือกซื้อสินค้าเป็นอันดับแรก มีความเข้าใจถึงตัวสินค้าบริการเป็นอย่างดี สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและความโดดเด่นของแบรนด์ในตลาดได้เป็นอย่างดี ทำให้ลูกค้าเกิดความภักดีเป็นจำนวนมากและมีแนวโน้มเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ

กลยุทธ์ 3 อย่างในการสร้าง Brand Awareness Strategy ให้โดดเด่นกว่าคู่แข่ง

1. การวางตำแหน่งแบรนด์ Brand Positioning

เป็นกลยุทธ์ที่บ่งบอกถึงตำแหน่งจุดยืนที่ชัดเจนมีความเป็นเอกลักษณ์ในตัว เน้นสร้างคุณค่าตามประสบการณ์ ความโดดเด่นที่ถนัด จะต้องสื่อสารให้เข้าใจว่าแบรนด์จะเดินทางไปทิศทางไหน จะขายให้กลุ่มลูกค้าไหนเป็นหลัก สินค้าแต่ละประเภทมีความแตกต่างกันยังไง จำเป็นที่จะต้องอาศัยการเก็บข้อมูลลูกค้าอย่างละเอียด เพื่อที่ลงมือสร้าง Persona ลูกค้าของแต่ละกลุ่มที่ชัดเจน นำมาใช้เป็นแนวทางการหา Solution แก้ปัญหาต่างๆรวมไปถึงการพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด

 

อ่านเพิ่มเติม ตัวอย่างกลยุทธ์ Brand Positioning 

2. ประสบการณ์ลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ Brand Experience

ลูกค้าที่ได้รับประสบการณ์กับแบรนด์ที่ดีถือเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความภักดีระยะยาว การทำให้เกิดความประทับใจตั้งแต่แรกเห็นผ่านการขาย การแนะนำ หรือ การให้บริการหลังการขาย ขั้นตอนเหล่านี้จะช่วยแบรนด์สร้างการรับรู้ถึงความเอาใจใส่และความเชื่อมั้น ลูกค้าที่ได้รับประสบการณ์ จะเพิ่มโอกาสในการซื้อซ้ำและบอกต่อกับคนต่อๆไป

อ่านเพิ่มเติม Customer Experience คืออะไร 

3. การสร้างเอกลักษณ์ให้กับแบรนด์ Brand Identity

กลยุทธ์ที่ขาดไม่ได้ที่ทำให้ Brand Awareness มีความโดดเด่นที่สุดคือ เอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ว่าจะเป็น ชื่อแบรนด์ โลโก้ โทนสี สัญลักษณ์ หรือ สโลแกน ซึ่งจะต้องออกแบบให้สอดคล้องไปกับคุณค่าของแบรนด์เพื่อสร้างความเป็นตัวของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน จะช่วยสื่อสารแบรนด์ให้ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลักดันให้เป็นแบรนด์ที่โดดเด่นกว่าคู่แข่ง 

ตัวอย่างการสร้าง Brand Awareness ให้แข็งแกร่ง

การโฆษณา

เมื่อไหร่ก็ตามที่ธุรกิจเริ่มต้นสร้างแบรนด์เป็นของตัวเองแล้ว ต่อมาก็ควรลงมือสร้าง Brand Awareness ให้เร็วที่สุด เพื่อจะได้เป็นที่รู้จักรวมไปถึงมีแบรนด์อิมเมจที่แข็งแกร่ง

    1. การโฆษณา เป็นวิธีที่สะดวกและรวดเร็วมากที่สุดเข้าถึงกลุ่มลูกค้าวงกว้างเพียงได้ในระยะเวลาที่ไม่นานมากนัก โดยกระตุ้นให้มีการรับรู้ Brand Awareness แต่การโฆษณาจำเป็นที่จะต้องใช้เงิน ใช้ต้นทุนจำนวนหนึ่ง เพื่อที่จะส่งเนื้อหา หรือข้อความประชาสัมพันธ์ให้กับกลุ่มคนต่างๆจำนวนมาก
    1. การตลาดแบบใช้ Influencer เป็นการใช้คนที่มีชื่อเสียง มีผู้ติดตาม, ยอด Like, ยอด Follower จำนวนมากบนโลก Social Media ไม่ว่าจะเป็น Facebook, IG, Youtube, X (Twitter), เพื่อที่จะโปรโมท แนะนำสินค้าบริการของแบรนด์นั้นๆ โดยกลุ่ม Influencer จะใช้ความน่าเชื่อถือของตัวเองโน้มน้าวใจผู้ติดตามให้เชื่อว่าสินค้าที่ตัวเองรีวิวนั้นเป็นของดีและใช้ได้ผลจริงถึงแม้การใช้กลยุทธ์ Influencer Marketing จะคอยช่วยเพิ่มอัตราการรับรู้ความมีตัวตนของแบรนด์แต่ก็จะต้องแลกมาด้วยการแบกรับต้นทุนที่มากด้วยเหมือนกัน
    1. การใช้ Social Media ผลักดัน Brand Awareness การมี Social Media ทุกแพลตฟอร์มเป็นปัจจัยพื้นฐานในการเริ่มต้นสร้าง Brand Awareness เพราะเป็นวิธีที่สะดวกและง่ายที่สุดในการสื่อสารข้อมูลภายในแบรนด์ให้กับลูกค้าได้อย่างดี มีโอกาสให้ธุรกิจสามารถโปรโมทแบรนด์ตัวเองให้เป็นที่รู้จักจำนวนมาก และ สามารถเข้าถึงกลุ่มคนอื่นๆได้หลากหลายพร้อมๆกัน
      นอกจากนี้แล้ว Social Media ยังเป็นช่องทางในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ตอบคำถาม รับฟังลูกค้าซึ่งจะช่วยให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้รับการใส่ใจมากยิ่งขึ้น
  1. การสร้าง Content Marketing ถึงแม้จะมีแพลตฟอร์ม Social Media ครบแล้วแต่สิ่งสำคัญที่สุดจะต้องมีคือการสร้าง Content Marketing เผยแพร่เนื้อหาต่างๆ เพื่อดึงดูดความสนใจและสร้างการรับรู้ Brand Awareness เนื้อหาจะต้องน่าสนใจ เป็นประโยชน์ต่อคนอ่าน หรือ คนดูซึ่งอาจจะทำในรูปแบบ คลิปสั้น, รูปภาพ Infographic, บทความ เนื้อหาแต่ละรูปแบบก็จะมีความเหมาะสมกับแพลตฟอร์มที่ต่างกัน

เป้าหมายของการทำ Content Marketing จะมุ่งเน้นให้คนอ่าน หรือดูเนื้อหาแบบใจจดใจจ่อ ใช้เวลากับเนื้อหาให้นานเพื่อดึงยอด Engagement จำนวนมาก

วิธีการวัดผลความสำเร็จ Brand Awareness

การวัดผลการรับรู้แบรนด์

ขั้นตอนสุดท้ายที่ควรทำหลังจากที่ได้ลงมือสร้างการรับรู้ของแบรนด์ Brand Awareness คือการวัดผล Brand Awareness เพื่อดูว่ากลยุทธ์ที่ใช้อยู่ประสบความสำเร็จมากน้อยยังไงซึ่งวิธีการวัดผลก็มีหลายวิธีดังนี้

1. ใช้แบบสำรวจ

การวัดผลของ Brand Awareness โดยใช้แบบสำรวจหรือแบบสอบถามเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด เพียงธุรกิจสร้างแบบสอบถามหรือจะโทรหาลูกค้า เพื่อของความคิดเห็นจากลูกค้าว่ารู้จักแบรนด์ของเราหรือไม่ และรู้จักในช่องทางไหน การขอความคิดเห็นจากลูกค้าโดยตรงจะได้ข้อมูลเท็จจริงที่เอาไว้ใช้ปรับปรุงคุณภาพในเรื่องต่างๆได้ด้วย

2. ยอด Engagement บนโลก Social Media

ถือเป็นอีกเครื่องมือที่ใช้ในการวัดผล Brand Awareness ได้เป็นอย่างดีเนื่องจาก Social Media เป็นช่องทางสื่อสารหลักระหว่างลูกค้าได้โดยตรง ทำให้ธุรกิจสามารถวัดผลความสำเร็จด้วย Key Metrics เช่น จำนวน Traffic ที่เข้าชมเช่น ยอด Like, ยอด Share, จำนวนแสดงความคิดเห็น, การกดหัวใจ โดยข้อมูลพวกนี้สามารถใช้ในการประเมินความสำเร็จมาก-น้อยได้ทันที

3. รีวิวจากลูกค้าจริง

การรีวิวจากลูกค้าเอาไว้ดูความรู้สึกจริงๆที่มีต่อแบรนด์ธุรกิจ โดยการรีวิวพวกนี้จะช่วยให้ธุรกิจสามารถนำไปปรับปรุงหรือประเมินคุณภาพสินค้าบริการภายใต้แบรนด์ ซึ่งวิธีนี้ใช้ระยะเวลารวบรวมข้อมูลเนื่องจากจะต้องอ่านเนื้อหารีวิวว่าลูกค้าชอบหรือไม่ชอบ มีการแสดงความคิดเห็นด้านดีหรือไม่ดี และทำการจัดกลุ่มออกเพื่อให้ง่ายต่อการวัดผล 

Discover more from BeTask

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading