Churn Rate คืออะไร ควรมีกี่เปอร์เซ็นต์
ทำยังไงไม่ให้เสียลูกค้า

Churn rate คืออะไร

เจ้าของธุรกิจหลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมธุรกิจที่หาลูกค้าใหม่ได้ตลอดเวลา ถึงยังเจ๊ง? คำตอบมักซ่อนอยู่ในรอยรั่วที่เรียกว่า Churn Rate หรืออัตราการสูญเสียลูกค้า ซึ่งเป็นตัวเลขมหาภัยที่คอยสูบเงินในกระเป๋าคุณไปอย่างไม่รู้ตัว แล้วตัวเลขนี้คืออะไร บ่งบอกอะไรเราได้บ้าง แล้วเปอร์เซนต์ประมาณเท่าไหร่ที่ธุรกิจของคุณต้องเริ่มระวังแล้ว พร้อมแนะนำเครื่องมือการตลาดที่ช่วยอุดรอยรั่วได้จริง

Churn Rate คืออะไร?

Churn Rate คือ อัตราการสูญเสียลูกค้าที่วัดเป็นเปอร์เซ็นต์จำนวนคนที่หันหลังให้แบรนด์ เลิกเป็นสมาชิก หรือหยุดซื้อสินค้าและบริการของคุณเมื่อเทียบกับฐานลูกค้าทั้งหมดในช่วงเวลาที่กำหนด เช่น ในรอบ 1 เดือน หรือ 1 ปี ตัวเลขนี้ถือเป็นมาตรวัดสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดและอนาคตของธุรกิจคุณโดยตรง ยิ่งปล่อยให้ตัวเลขพุ่งสูงขึ้นเท่าไหร่ แสดงว่าธุรกิจของคุณไม่สามารถดึงลูกค้าเก่าให้ควักเงินจ่ายซื้อซ้ำหรือไม่แม้แต่อยู่ต่อเลย

Churn Rate แตกต่างจาก Customer Churn อย่างไร?

หลายคนอาจสับสนระหว่างสองคำนี้อยู่บ่อย ๆ เพราะสองอย่างนี้พูดถึงการสูญเสียลูกค้าเหมือนกัน แต่ Churn Rate คือการมองภาพรวมเชิงสถิติเพื่อใช้วัดระดับความรุนแรงและเปรียบเทียบสุขภาพของธุรกิจในแต่ละเดือนโดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ส่วน Customer Churn คือการโฟกัสไปที่ตัวบุคคลหรือจำนวนจริงว่ามีลูกค้าหายไปกี่คน เพื่อให้ทีมงานรู้ว่าจะต้องตามไปง้อหรือแก้ปัญหาให้ลูกค้าคนไหน

Churn Rate บอกอะไรเราบ้าง?

Churn Rate ไม่ใช่แค่ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ที่บอกว่าลูกค้าหายไปเท่าไหร่ แต่หากดูดี ๆ มันกำลังสะท้อนสุขภาพและทิศทางของธุรกิจคุณได้หลายมิติ ดังนี้

  • บอกว่า สินค้าหรือบริการของคุณยังตอบโจทย์ตลาดอยู่ไหม: ถ้าตัวเลข Churn Rate พุ่งสูงตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ที่ลูกค้าเริ่มใช้งาน แสดงว่าสินค้าของคุณอาจจะดีแค่โฆษณา แต่พอเอาไปใช้จริงกลับเข้าไปแก้ปัญหาให้พวกเขาไม่ได้เลย
  • บอกว่าคุณกำลังทำการตลาดผิดกลุ่มหรือเปล่า: หลายครั้งที่ยอดขายพุ่งกระฉูดเพราะอัดโปรโมชันลดราคาแรง ๆ แต่พอหมดช่วงโปรปุ๊บ ลูกค้ากลับพากันชิ่งหนีทันที ตัวเลข Churn Rate ที่สูงขึ้นตรงนี้กำลังเตือนว่า ทีมการตลาดกำลังดึงดูดเข้ามาผิดกลุ่ม ได้มาแค่กลุ่มนักล่าโปรโมชันที่จ้องจะซื้อเฉพาะตอนลดราคา ไม่ใช่กลุ่มลูกค้าตัวจริงที่มีกำลังซื้อและพร้อมจะอยู่กับแบรนด์ยาว ๆ
  • บอกว่าธุรกิจจะมีกระแสเงินสดล่วงหน้าไหม: สำหรับธุรกิจที่ลูกค้าต้องซื้อซ้ำหรือจ่ายรายเดือน ตัวเลข Churn Rate จะช่วยคำนวณรายได้ล่วงหน้าในเดือนถัดไปว่าคุณจะมีเงินไหลเข้าชัวร์ ๆ เท่าไหร่ แถมยังรู้ล่วงหน้าได้อีกว่าต้องหาลูกค้าใหม่มาเพิ่มกี่คน ถึงจะประคองธุรกิจให้เท่าทุนหรือได้กำไรตามเป้า
  • บอกระดับความพึงพอใจต่อบริการหลังบ้าน: ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ได้หนีเพราะสินค้าพัง แต่หนีเพราะพังแล้วไม่มีใครมาเหลียวแลต่างหาก ถ้า Churn Rate สูง ควบคู่ไปกับยอดคอมเพลนหลังบ้านไม่เว้นแต่ละวัน นั่นหมายถึงทีมบริการหลังการขายของคุณทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร
  • บอกจุดคุ้มทุนของค่าโฆษณา (CAC vs LTV): Churn Rate ช่วยให้คุณคำนวณได้ว่า เงินที่จ่ายค่ายิงโฆษณาไปเพื่อหาลูกค้า 1 คน หรือต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้า (CAC) นั้นคุ้มค่าไหมเมื่อเทียบกับระยะเวลาที่เขาอยู่และยอมจ่ายเงินให้เรา ซึ่งก็คือ มูลค่าตลอดช่วงชีวิตของลูกค้า (LTV) ก่อนที่เขาจะชิ่งหนี ถ้าลูกค้าชิ่งไวเกินไป ก็แปลว่าคุณกำลังขาดทุนไปกับค่าโฆษณาอยู่

รวมสัญญาณเตือนว่า Churn Rate กำลังมาเยือนธุรกิจของคุณแล้ว

หากคุณเริ่มจับสังเกตได้ว่ามีสัญญาณเหล่านี้ แสดงว่าระดับความผูกพันของลูกค้ากับแบรนด์ของคุณเริ่มลดลง และยังเป็นสัญญาณเตือนว่าธุรกิจของคุณกำลังจะมีอัตราการสูญเสียลูกค้าพุ่งสูงขึ้นในเร็ว ๆ นี้

  • ความถี่ในการใช้งานหรือเข้าร้านลดลงฮวบฮาบ: จากที่เคยล็อกอินเข้าแอปทุกวัน หรือเดินเข้าหน้าร้านทุกสัปดาห์ ทุกวันนี้เหลือแค่เดือนละครั้ง หรือเงียบหายไปดื้อ ๆ โดยไม่มีสาเหตุ
  • ยอดใช้จ่ายต่อบิลเริ่มหด เหลือแค่ขั้นต่ำ: ลูกค้าเริ่มลดเกรดแพ็กเกจลงมา ตัดฟีเจอร์ที่ไม่จำเป็นออก หรือซื้อเฉพาะของที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น ไม่ได้ซื้อเพิ่มเหมือนเมื่อก่อน
  • ประวัติการติดต่อบริการหลังบ้านเงียบผิดปกติ: หลายคนอาจมองว่าถ้าไม่มีลูกค้ามาบ่นหรือแจ้งปัญหาก็ถือเป็นเรื่องดีสิ ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาแฮปปี้ แต่แปลว่าเขาหมดความอดทนและถอดใจจนไม่อยากเสียเวลาบ่นอีกต่อไปแล้วได้ด้วยเหมือนกัน
  • พฤติกรรมการจ่ายเงินเริ่มมีปัญหา: เริ่มมียอดค้างชำระค่าบริการรายเดือนมากขึ้น ลูกค้าผัดผ่อนเงินเลื่อนวันจ่ายออกไปเรื่อย ๆ หรือหากบัตรเครดิตหมดอายุแล้วก็ไม่ยอมผูกใบใหม่ สิ่งเหล่านี้คือข้อมูลหลังบ้านในกลุ่ม Key Metrics ที่กำลังส่งสัญญาณเตือนว่า ลูกค้ากำลังจะตีตัวออกห่างในเร็วๆ นี้
  • ลูกค้าเริ่มพิมพ์เข้ามาถามเรื่องการยกเลิกบริการมากขึ้น: การทักแชตมาถามดื้อ ๆ ว่า “ถ้าจะยกเลิกสัญญาต้องทำยังไง” หรือ “ขอลบเคาท์ต้องกดตรงไหน” นี่คือสัญญาณไฟแดงที่บอกว่าเขาก้าวขาออกจากร้านคุณไปครึ่งตัวแล้ว

สาเหตุที่ทำให้อัตราการสูญเสียลูกค้าเพิ่มขึ้น มีอะไรบ้าง?

หลายคนชอบคิดว่า Churn Rate เพิ่มขึ้น เพราะมีคู่แข่งมาแย่งตลาดเราไป แต่ในความเป็นจริงแล้วปัญหาใหญ่มักเริ่มมาจากรอยรั่วในบ้านของเราเองแทบทั้งนั้น การที่อัตราการซื้อซ้ำลดลงและลูกค้าพากันตีตัวออกห่าง มักเกิดจากความพึงพอใจของลูกค้าที่ลดลงจากการสะสมปัญหาหลาย ๆ ด้านที่แบรนด์ละเลยไป ซึ่งมีต้นตอหลัก ๆ ดังนี้

  • มาตรฐานดรอปลง: สินค้าที่เคยใช้ดีหรือบริการที่เคยเสถียรเริ่มมีปัญหาบ่อยครั้ง คุณภาพไม่ตรงปกเหมือนวันแรกที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อ จนลูกค้ารู้สึกว่าไม่คุ้มค่าเงินที่ต้องจ่ายอีกต่อไป
  • ประสบการณ์หลังบ้านน่าผิดหวัง: เวลาลูกค้าเจอปัญหาแล้วแต่กลับเป็นทีมงานของคุณเองที่ติดต่อยากมาก ๆ ทั้งทีมซัพพอร์ตตอบแชตช้า ปัดความรับผิดชอบ หรือประสานงานกันไม่เป็นมืออาชีพ สิ่งเหล่านี้อาจทำให้ลูกค้าเข็ดขยายจนโบกมือลาจากเราไปดื้อ ๆ
  • แบรนด์เอาใจแต่ลูกค้าใหม่: แม้ว่าการทุ่มงบการตลาดไปจัดโปรต้อนรับลูกค้าใหม่แบบจัดเต็มจะเป็นเรื่องดี แต่หลายครั้งที่ธุรกิจกลับละเลยการทำ Customer Retention หรือการรักษาฐานลูกค้าเก่า นอกจากจะไม่มีโปรอะไรให้แล้ว ยังไม่มีสิทธิประโยชน์อะไรดูแลพวกเขาเลย จนพวกเขารู้สึกว่าการเป็นลูกค้าประจำมันก็ไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไรเลยนี่หน่า
  • พฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนไป: ต้องเข้าใจสัจธรรมอย่างหนึ่งของลูกค้าก่อนว่า บริบทชีวิตของลูกค้ามักขยับไปตามกาลเวลา ต่อให้สินค้าหรือบริการจะตอบโจทย์พวกเขาเมื่อปีที่แล้ว แต่กลับไม่ตอบโจทย์พวกเขาในปีนี้อีกต่อไป
  • โดนข้อเสนอที่คุ้มค่ากว่าดึงดูดใจ: แม้ไม่ใช่สาเหตุหลัก แต่หากคู่แข่งมีข้อเสนอสดใหม่กว่า จัดโปรคุ้มกว่า หรือมีฟีเจอร์ที่แก้ปัญหาได้ตรงจุดกว่า ก็อาจเร่งให้ลูกค้าที่กำลังลังเลตัดสินใจเปลี่ยนแบรนด์ง่ายขึ้น

แนะนำวิธีคำนวณ Churn Rate แบบง่าย ๆ ด้วยตัวเอง

สำหรับเจ้าของธุรกิจหรือนักการตลาดที่อยากรู้ว่า ในแต่ละเดือนหรือแต่ละปีเราสูญเสียลูกค้าไปมากน้อยแค่ไหน เรามีวิธีคำนวณแบบง่าย ๆ มาแนะนำโดยนับจำนวนลูกค้าที่โบกมือลา นำมาเทียบกับฐานลูกค้าทั้งหมดที่คุณมีในช่วงเริ่มต้น ตามสูตรดังนี้

Churn Rate (%) =
จำนวนลูกค้าที่เสียไปในกรอบเวลาที่กำหนด จำนวนลูกค้าทั้งหมด ณ วันเริ่มต้นกรอบเวลานั้น
× 100

ตัวอย่าง สมมติว่าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจฟิตเนสรายเดือน ต้องการคำนวณ Churn Rate ประจำเดือนมกราคม เริ่มต้นวันที่ 1 มกราคม คุณมีสมาชิกทั้งหมด 500 คน ตลอดทั้งเดือนนี้มีสมาชิกกดยกเลิกบริการไปทั้งหมด 25 คน เมื่อมาคำนวณตามสูตรจะได้ผลลัพธ์ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1: Churn Rate (%) =
25 500
× 100
ขั้นตอนที่ 2: Churn Rate (%) = 0.05 × 100 ขั้นตอนที่ 3: Churn Rate = 5%

สรุปผล ในเดือนมกราคม ฟิตเนสของคุณมีอัตราการสูญเสียลูกค้าอยู่ที่ 5% หมายความว่าในเดือนกุมภาพันธ์คุณต้องหาลูกค้าใหม่มาเติมอย่างน้อย 25 คน เพื่อประคองให้ธุรกิจเท่าทุน ทั้งนี้อย่าลืมรีบกลับไปเช็กด้วยว่าทำไมคน 25 คนนี้ถึงพากันยกเลิกสมาชิก ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอยในเดือนถัดไป

Churn Rate เท่าไหร่ ถึงจะเรียกว่าอันตรายต่อธุรกิจของคุณ

แต่ละธุรกิจมีมาตรฐาน Churn Rate แตกต่างกันไปตามพฤติกรรมการซื้อซ้ำของลูกค้า สำหรับธุรกิจทั่วไปเลขเฉลี่ยจะอยู่ราว ๆ 5 – 10% ต่อปี ถึงจะปลอดภัย แต่หากเป็นธุรกิจเหล่านี้อาจมีตัวเลขที่มากหรือน้อยกว่านี้ก็ได้ ดังนี้

1. ธุรกิจซอฟต์แวร์/ระบบบริการรายเดือน

ธุรกิจประเภทนี้เน้นรายได้ต่อเนื่องเป็นรายเดือนหรือรายปี ตัวเลข Churn Rate  เฉลี่ยตามมาตรฐานควรอยู่ที่ประมาณ 3 – 7% ต่อปี (หรือควรน้อยกว่า 1% ต่อเดือน) หากตัวเลขพุ่งสูงเกิน 10% ต่อปีเมื่อไหร่ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์อันตรายขั้นสุด เพราะนั่นแปลว่าคุณกำลังเสียลูกค้าเดิมออกไปเร็วเกินกว่าจะหาลูกค้าใหม่ได้ทัน และตัวซอฟต์แวร์อาจมีปัญหาเรื่องการใช้งานจนโดนคู่แข่งแย่งตลาดไปแล้ว

2. ธุรกิจค้าปลีกและ E-commerce

ธรรมชาติของธุรกิจนี้ส่วนใหญ่ลูกค้าไม่ได้ผูกสัญญาอยู่แล้ว แน่นอนว่าจะมีอัตราการเปลี่ยนใจไปแบรนด์อื่นสูงมาก ค่าเฉลี่ย Churn Rate ปกติจะแกว่งอยู่ที่ 20 – 40% ต่อปี แต่เมื่อตัวเลขทะลุเกิน 50% ขึ้นไปเมื่อไหร่ แสดงว่าลูกค้ามากกว่าครึ่งหนึ่งที่เคยซื้อสินค้าของคุณไป เลือกที่จะไม่กลับมาซื้อซ้ำอีกเลยในรอบปี อาจหมายความว่าสินค้าไม่มีคุณภาพพอให้กลับมาซื้อซ้ำ หรือบริการหลังการขายแย่มาก

3. ธุรกิจฟิตเนสและสปอร์ตคลับ

ต้องเข้าใจก่อนว่า ธุรกิจฟิตเนสรายเดือนหรือรายปีเป็นกลุ่มที่ยกเลิกสมาชิกสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของธุรกิจ โดยปกติจะอยู่ที่ 30 – 50% ต่อปี เนื่องจากผู้บริโภคหลายคนหมดไฟง่ายหรือได้สุขภาพที่ดีตรงตามเป้าหมายแล้ว แต่ถ้า Churn Rate พุ่งเกิน 60% เมื่อไหร่ เจ้าของยิมต้องนั่งไม่ติดเก้าอี้แล้ว เพราะนั่นสะท้อนว่าอุปกรณ์ในยิมอาจจะเก่า สกปรก เทรนเนอร์ดูแลไม่ดี บรรยากาศในร้านไม่ดึงดูดใจให้คนอยากกลับมาออกกำลังกายอีกต่อไป

4. ธุรกิจโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ต

เพราะเป็นบริการพื้นฐานที่ทุกคนต้องใช้และมีสัญญารายปีผูกมัด ค่า Churn Rate เฉลี่ยจึงค่อนข้างต่ำ อยู่ที่ประมาณ 1 – 3% ต่อเดือน แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่ตัวเลขขยับเกิน 5% ต่อเดือน แสดงว่าเครือข่ายสัญญาณมีปัญหาบ่อย คอลเซนเตอร์บริการแย่ หรือคู่แข่งจัดโปรย้ายค่ายเบอร์เดิมที่ลดราคาแรง ๆ มาดึงลูกค้าของเราไปแล้ว

ไม่อยากมี Churn Rate สูง ทำยังไงดี?

หากคุณอยากลดตัวเลขอัตราการสูญเสียลูกค้าให้ต่ำลง ไม่ใช่การวิ่งไล่ตามง้อลูกค้าในวันที่สายไป แต่ต้องวางระบบป้องกันและลดโอกาสการเปลี่ยนใจย้ายค่ายของลูกค้าไม่ให้เกิดขึ้นตั้งแต่แรก เราเลยจะขอแนะนำเทคนิคอุดรอยรั่วและมัดใจลูกค้าให้อยู่หมัดเพื่อให้กลับมาซื้อซ้ำในระยะยาว ดังนี้

1. ระบบสะสมแต้ม

การนำระบบสะสมแต้มหรือโปรแกรมความภักดี (Loyalty Program) เข้ามาใช้ จะช่วยแก้ปัญหาลูกค้าชิ่งหนีได้อย่างตรงจุด เพราะระบบเหล่านี้จะเปลี่ยนการซื้อขายธรรมดา ๆ ให้เป็นเกมสนุก ๆ ที่มีรางวัลล่อใจ ยิ่งลูกค้ามาซื้อซ้ำหรือใช้บริการบ่อยเท่าไหร่ เขาก็จะยิ่งเสียดายคะแนนสะสมที่ดองไว้ในระบบมากเท่านั้น และนี่เองที่ทำให้โอกาสปันใจไปหาคู่แข่งน้อยลง เพราะถ้าย้ายค่ายไปเท่ากับเขาต้องไปเริ่มนับหนึ่งใหม่

2. ปรับปรุงบริการหลังการขายและทีมซัพพอร์ต

ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ได้โบกมือลาเพราะสินค้าพัง แต่หนีเพราะพังแล้วไม่มีใครสนใจ ดังนั้นทีมหลังการขายของคุณจะต้องตอบแชตไว มีช่องทางติดต่อที่ง่าย และที่สำคัญทีมงานจะต้องให้พร้อมแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ปัดความรับผิดชอบให้ลูกค้าท่าเดียว เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกค้าได้รับการดูแลดีพอในวันที่เจอปัญหา พวกเขาจะประทับใจและเชื่อมั่นในแบรนด์ของคุณมากยิ่งขึ้น จนไม่อยากไปเสี่ยงกับแบรนด์ใหม่

3. พยายามเก็บข้อมูลและขอความคิดเห็นจากลูกค้าอยู่เสมอ

หลายคนอยากรู้ฟีดแบ็กของลูกค้า แต่กลับนั่งรอให้ลูกค้าเดินมาบอกว่าไม่พอใจตรงไหนเอง และหลายครั้งมักจะจบที่ลูกค้าเงียบหายไปตลอดกาล ดังนั้นคุณจะต้องรุกเข้าหาผ่านการส่งแบบสอบถาม หรือทำ Content Marketing ในรูปแบบคอนเทนต์สอบถามความคิดเห็น ให้ความรู้ และเปิดพื้นที่ให้พวกเขาร่วมสนุก วิธีเหล่านี้จะช่วยให้คุณคัดกรองกลุ่มลูกค้าที่เสี่ยงต่อการเลิกใช้บริการ และเห็นรอยรั่วล่วงหน้า ก่อนที่ปัญหาจะบานปลายจนลูกค้าพากันโบกมือลา

4. มอบสิทธิพิเศษเฉพาะบุคคลเพื่อแสดงความใส่ใจ

วิธีการหว่านแหส่งข้อความหรือโปรโมชันหาทุกคนนั้น เป็นวิธีที่ล้าสมัยและอาจถูกลูกค้ามองข้ามได้ง่าย สำหรับวิธีแก้ปัญหาที่ควรทำในยุคนี้ก็คือการทำ Personalized Marketing โดยนำข้อมูลพฤติกรรมการซื้อของลูกค้ามาวิเคราะห์ แล้วส่งข้อเสนอที่ตรงใจเขาแบบเฉพาะเจาะจง เช่น แจกโค้ดส่วนลดของโปรดในเดือนเกิด หรือทักไปเสนอสิทธิพิเศษสำหรับสินค้าชิ้นเดิมกำลังจะหมด การรู้ใจแบบนี้จะช่วยให้ลูกค้ารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ ไม่ใช่แค่ตัวเลขในระบบ ทำให้เขาอยากอยู่กับแบรนด์เราไปอีกนาน ๆ

จริงอยู่ที่ทุกธุรกิจจะต้องมี Churn Rate อยู่แล้ว แต่ถ้าเราลดอัตรานี้ลงได้ ก็จะช่วยเพิ่มกำไรให้ธุรกิจได้มหาศาล เพราะในความเป็นจริงนั้นการรักษาลูกค้าเก่ามีต้นทุนที่ถูกกว่าการหาใหม่หลายเท่า และหากใครกำลังมองหาวิธีที่ตอบโจทย์กับธุรกิจของคุณจริง ๆ การใช้ระบบสะสมแต้ม Be Loyalty ของ Betask บน Line OA ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เข้ามาปิดจุดอ่อนนี้ผ่านฟีเจอร์แบ่งระดับสมาชิก และการบรอดแคสต์ข้อเสนอแบบเฉพาะบุคคล ที่ช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมลูกค้าขาจรให้กลายเป็นลูกค้าประจำ ยิ่งดึงลูกค้าให้อยู่กับแบรนด์ได้นานขึ้นเท่าไหร่ กำไรสุทธิของธุรกิจก็ยิ่งเติบโตมากขึ้นเท่านั้น

Discover more from BeTask

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading