
เจ้าของธุรกิจหลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมธุรกิจที่หาลูกค้าใหม่ได้ตลอดเวลา ถึงยังเจ๊ง? คำตอบมักซ่อนอยู่ในรอยรั่วที่เรียกว่า Churn Rate หรืออัตราการสูญเสียลูกค้า ซึ่งเป็นตัวเลขมหาภัยที่คอยสูบเงินในกระเป๋าคุณไปอย่างไม่รู้ตัว แล้วตัวเลขนี้คืออะไร บ่งบอกอะไรเราได้บ้าง แล้วเปอร์เซนต์ประมาณเท่าไหร่ที่ธุรกิจของคุณต้องเริ่มระวังแล้ว พร้อมแนะนำเครื่องมือการตลาดที่ช่วยอุดรอยรั่วได้จริง
Churn Rate คือ อัตราการสูญเสียลูกค้าที่วัดเป็นเปอร์เซ็นต์จำนวนคนที่หันหลังให้แบรนด์ เลิกเป็นสมาชิก หรือหยุดซื้อสินค้าและบริการของคุณเมื่อเทียบกับฐานลูกค้าทั้งหมดในช่วงเวลาที่กำหนด เช่น ในรอบ 1 เดือน หรือ 1 ปี ตัวเลขนี้ถือเป็นมาตรวัดสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดและอนาคตของธุรกิจคุณโดยตรง ยิ่งปล่อยให้ตัวเลขพุ่งสูงขึ้นเท่าไหร่ แสดงว่าธุรกิจของคุณไม่สามารถดึงลูกค้าเก่าให้ควักเงินจ่ายซื้อซ้ำหรือไม่แม้แต่อยู่ต่อเลย
หลายคนอาจสับสนระหว่างสองคำนี้อยู่บ่อย ๆ เพราะสองอย่างนี้พูดถึงการสูญเสียลูกค้าเหมือนกัน แต่ Churn Rate คือการมองภาพรวมเชิงสถิติเพื่อใช้วัดระดับความรุนแรงและเปรียบเทียบสุขภาพของธุรกิจในแต่ละเดือนโดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ส่วน Customer Churn คือการโฟกัสไปที่ตัวบุคคลหรือจำนวนจริงว่ามีลูกค้าหายไปกี่คน เพื่อให้ทีมงานรู้ว่าจะต้องตามไปง้อหรือแก้ปัญหาให้ลูกค้าคนไหน
Churn Rate ไม่ใช่แค่ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ที่บอกว่าลูกค้าหายไปเท่าไหร่ แต่หากดูดี ๆ มันกำลังสะท้อนสุขภาพและทิศทางของธุรกิจคุณได้หลายมิติ ดังนี้
หากคุณเริ่มจับสังเกตได้ว่ามีสัญญาณเหล่านี้ แสดงว่าระดับความผูกพันของลูกค้ากับแบรนด์ของคุณเริ่มลดลง และยังเป็นสัญญาณเตือนว่าธุรกิจของคุณกำลังจะมีอัตราการสูญเสียลูกค้าพุ่งสูงขึ้นในเร็ว ๆ นี้
หลายคนชอบคิดว่า Churn Rate เพิ่มขึ้น เพราะมีคู่แข่งมาแย่งตลาดเราไป แต่ในความเป็นจริงแล้วปัญหาใหญ่มักเริ่มมาจากรอยรั่วในบ้านของเราเองแทบทั้งนั้น การที่อัตราการซื้อซ้ำลดลงและลูกค้าพากันตีตัวออกห่าง มักเกิดจากความพึงพอใจของลูกค้าที่ลดลงจากการสะสมปัญหาหลาย ๆ ด้านที่แบรนด์ละเลยไป ซึ่งมีต้นตอหลัก ๆ ดังนี้
สำหรับเจ้าของธุรกิจหรือนักการตลาดที่อยากรู้ว่า ในแต่ละเดือนหรือแต่ละปีเราสูญเสียลูกค้าไปมากน้อยแค่ไหน เรามีวิธีคำนวณแบบง่าย ๆ มาแนะนำโดยนับจำนวนลูกค้าที่โบกมือลา นำมาเทียบกับฐานลูกค้าทั้งหมดที่คุณมีในช่วงเริ่มต้น ตามสูตรดังนี้
ตัวอย่าง สมมติว่าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจฟิตเนสรายเดือน ต้องการคำนวณ Churn Rate ประจำเดือนมกราคม เริ่มต้นวันที่ 1 มกราคม คุณมีสมาชิกทั้งหมด 500 คน ตลอดทั้งเดือนนี้มีสมาชิกกดยกเลิกบริการไปทั้งหมด 25 คน เมื่อมาคำนวณตามสูตรจะได้ผลลัพธ์ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1: Churn Rate (%) =ขั้นตอนที่ 2: Churn Rate (%) = 0.05 × 100 ขั้นตอนที่ 3: Churn Rate = 5%25 500× 100
สรุปผล ในเดือนมกราคม ฟิตเนสของคุณมีอัตราการสูญเสียลูกค้าอยู่ที่ 5% หมายความว่าในเดือนกุมภาพันธ์คุณต้องหาลูกค้าใหม่มาเติมอย่างน้อย 25 คน เพื่อประคองให้ธุรกิจเท่าทุน ทั้งนี้อย่าลืมรีบกลับไปเช็กด้วยว่าทำไมคน 25 คนนี้ถึงพากันยกเลิกสมาชิก ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอยในเดือนถัดไป
แต่ละธุรกิจมีมาตรฐาน Churn Rate แตกต่างกันไปตามพฤติกรรมการซื้อซ้ำของลูกค้า สำหรับธุรกิจทั่วไปเลขเฉลี่ยจะอยู่ราว ๆ 5 – 10% ต่อปี ถึงจะปลอดภัย แต่หากเป็นธุรกิจเหล่านี้อาจมีตัวเลขที่มากหรือน้อยกว่านี้ก็ได้ ดังนี้
ธุรกิจประเภทนี้เน้นรายได้ต่อเนื่องเป็นรายเดือนหรือรายปี ตัวเลข Churn Rate เฉลี่ยตามมาตรฐานควรอยู่ที่ประมาณ 3 – 7% ต่อปี (หรือควรน้อยกว่า 1% ต่อเดือน) หากตัวเลขพุ่งสูงเกิน 10% ต่อปีเมื่อไหร่ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์อันตรายขั้นสุด เพราะนั่นแปลว่าคุณกำลังเสียลูกค้าเดิมออกไปเร็วเกินกว่าจะหาลูกค้าใหม่ได้ทัน และตัวซอฟต์แวร์อาจมีปัญหาเรื่องการใช้งานจนโดนคู่แข่งแย่งตลาดไปแล้ว
ธรรมชาติของธุรกิจนี้ส่วนใหญ่ลูกค้าไม่ได้ผูกสัญญาอยู่แล้ว แน่นอนว่าจะมีอัตราการเปลี่ยนใจไปแบรนด์อื่นสูงมาก ค่าเฉลี่ย Churn Rate ปกติจะแกว่งอยู่ที่ 20 – 40% ต่อปี แต่เมื่อตัวเลขทะลุเกิน 50% ขึ้นไปเมื่อไหร่ แสดงว่าลูกค้ามากกว่าครึ่งหนึ่งที่เคยซื้อสินค้าของคุณไป เลือกที่จะไม่กลับมาซื้อซ้ำอีกเลยในรอบปี อาจหมายความว่าสินค้าไม่มีคุณภาพพอให้กลับมาซื้อซ้ำ หรือบริการหลังการขายแย่มาก
ต้องเข้าใจก่อนว่า ธุรกิจฟิตเนสรายเดือนหรือรายปีเป็นกลุ่มที่ยกเลิกสมาชิกสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของธุรกิจ โดยปกติจะอยู่ที่ 30 – 50% ต่อปี เนื่องจากผู้บริโภคหลายคนหมดไฟง่ายหรือได้สุขภาพที่ดีตรงตามเป้าหมายแล้ว แต่ถ้า Churn Rate พุ่งเกิน 60% เมื่อไหร่ เจ้าของยิมต้องนั่งไม่ติดเก้าอี้แล้ว เพราะนั่นสะท้อนว่าอุปกรณ์ในยิมอาจจะเก่า สกปรก เทรนเนอร์ดูแลไม่ดี บรรยากาศในร้านไม่ดึงดูดใจให้คนอยากกลับมาออกกำลังกายอีกต่อไป
เพราะเป็นบริการพื้นฐานที่ทุกคนต้องใช้และมีสัญญารายปีผูกมัด ค่า Churn Rate เฉลี่ยจึงค่อนข้างต่ำ อยู่ที่ประมาณ 1 – 3% ต่อเดือน แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่ตัวเลขขยับเกิน 5% ต่อเดือน แสดงว่าเครือข่ายสัญญาณมีปัญหาบ่อย คอลเซนเตอร์บริการแย่ หรือคู่แข่งจัดโปรย้ายค่ายเบอร์เดิมที่ลดราคาแรง ๆ มาดึงลูกค้าของเราไปแล้ว
หากคุณอยากลดตัวเลขอัตราการสูญเสียลูกค้าให้ต่ำลง ไม่ใช่การวิ่งไล่ตามง้อลูกค้าในวันที่สายไป แต่ต้องวางระบบป้องกันและลดโอกาสการเปลี่ยนใจย้ายค่ายของลูกค้าไม่ให้เกิดขึ้นตั้งแต่แรก เราเลยจะขอแนะนำเทคนิคอุดรอยรั่วและมัดใจลูกค้าให้อยู่หมัดเพื่อให้กลับมาซื้อซ้ำในระยะยาว ดังนี้
การนำระบบสะสมแต้มหรือโปรแกรมความภักดี (Loyalty Program) เข้ามาใช้ จะช่วยแก้ปัญหาลูกค้าชิ่งหนีได้อย่างตรงจุด เพราะระบบเหล่านี้จะเปลี่ยนการซื้อขายธรรมดา ๆ ให้เป็นเกมสนุก ๆ ที่มีรางวัลล่อใจ ยิ่งลูกค้ามาซื้อซ้ำหรือใช้บริการบ่อยเท่าไหร่ เขาก็จะยิ่งเสียดายคะแนนสะสมที่ดองไว้ในระบบมากเท่านั้น และนี่เองที่ทำให้โอกาสปันใจไปหาคู่แข่งน้อยลง เพราะถ้าย้ายค่ายไปเท่ากับเขาต้องไปเริ่มนับหนึ่งใหม่
ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ได้โบกมือลาเพราะสินค้าพัง แต่หนีเพราะพังแล้วไม่มีใครสนใจ ดังนั้นทีมหลังการขายของคุณจะต้องตอบแชตไว มีช่องทางติดต่อที่ง่าย และที่สำคัญทีมงานจะต้องให้พร้อมแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ปัดความรับผิดชอบให้ลูกค้าท่าเดียว เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกค้าได้รับการดูแลดีพอในวันที่เจอปัญหา พวกเขาจะประทับใจและเชื่อมั่นในแบรนด์ของคุณมากยิ่งขึ้น จนไม่อยากไปเสี่ยงกับแบรนด์ใหม่
หลายคนอยากรู้ฟีดแบ็กของลูกค้า แต่กลับนั่งรอให้ลูกค้าเดินมาบอกว่าไม่พอใจตรงไหนเอง และหลายครั้งมักจะจบที่ลูกค้าเงียบหายไปตลอดกาล ดังนั้นคุณจะต้องรุกเข้าหาผ่านการส่งแบบสอบถาม หรือทำ Content Marketing ในรูปแบบคอนเทนต์สอบถามความคิดเห็น ให้ความรู้ และเปิดพื้นที่ให้พวกเขาร่วมสนุก วิธีเหล่านี้จะช่วยให้คุณคัดกรองกลุ่มลูกค้าที่เสี่ยงต่อการเลิกใช้บริการ และเห็นรอยรั่วล่วงหน้า ก่อนที่ปัญหาจะบานปลายจนลูกค้าพากันโบกมือลา
วิธีการหว่านแหส่งข้อความหรือโปรโมชันหาทุกคนนั้น เป็นวิธีที่ล้าสมัยและอาจถูกลูกค้ามองข้ามได้ง่าย สำหรับวิธีแก้ปัญหาที่ควรทำในยุคนี้ก็คือการทำ Personalized Marketing โดยนำข้อมูลพฤติกรรมการซื้อของลูกค้ามาวิเคราะห์ แล้วส่งข้อเสนอที่ตรงใจเขาแบบเฉพาะเจาะจง เช่น แจกโค้ดส่วนลดของโปรดในเดือนเกิด หรือทักไปเสนอสิทธิพิเศษสำหรับสินค้าชิ้นเดิมกำลังจะหมด การรู้ใจแบบนี้จะช่วยให้ลูกค้ารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ ไม่ใช่แค่ตัวเลขในระบบ ทำให้เขาอยากอยู่กับแบรนด์เราไปอีกนาน ๆ
จริงอยู่ที่ทุกธุรกิจจะต้องมี Churn Rate อยู่แล้ว แต่ถ้าเราลดอัตรานี้ลงได้ ก็จะช่วยเพิ่มกำไรให้ธุรกิจได้มหาศาล เพราะในความเป็นจริงนั้นการรักษาลูกค้าเก่ามีต้นทุนที่ถูกกว่าการหาใหม่หลายเท่า และหากใครกำลังมองหาวิธีที่ตอบโจทย์กับธุรกิจของคุณจริง ๆ การใช้ระบบสะสมแต้ม Be Loyalty ของ Betask บน Line OA ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เข้ามาปิดจุดอ่อนนี้ผ่านฟีเจอร์แบ่งระดับสมาชิก และการบรอดแคสต์ข้อเสนอแบบเฉพาะบุคคล ที่ช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมลูกค้าขาจรให้กลายเป็นลูกค้าประจำ ยิ่งดึงลูกค้าให้อยู่กับแบรนด์ได้นานขึ้นเท่าไหร่ กำไรสุทธิของธุรกิจก็ยิ่งเติบโตมากขึ้นเท่านั้น
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.
You must be logged in to post a comment.