
ในธุรกิจบริการ ต้นทุนแรงงานเป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายที่ใหญ่ที่สุด และเป็นต้นทุนเดียวที่ผู้ประกอบการควบคุมได้แทบทุกวันผ่านเครื่องมือชิ้นเดียว นั่นคือ ตารางกะพนักงาน หรือที่หลายธุรกิจเรียกว่าตารางเวร
ปัญหาที่พบบ่อยคือ ตารางกะมักถูกมองเป็นงานธุรการที่ทำให้เสร็จไปในแต่ละสัปดาห์ แทนที่จะถูกใช้เป็นเครื่องมือบริหาร ผลที่ตามมาคือภาวะที่เรียกกันว่า “คิวชน” ได้แก่ ช่วงที่ลูกค้าหนาแน่นแต่คนไม่พอ ช่วงที่ลูกค้าบางตาแต่คนล้น หรือกรณีที่ลูกค้าจองคิวไว้แล้วแต่พนักงานที่ต้องให้บริการไม่ได้เข้างาน
ในเชิงการจัดการ คิวชนทุกรูปแบบมีต้นเหตุเดียวกัน คือ ความไม่สอดคล้องระหว่างความต้องการของลูกค้ากับกำลังคนที่จัดไว้ และผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ที่ความวุ่นวายหน้าร้าน แต่สะท้อนออกมาเป็นค่าล่วงเวลาที่บานปลาย คุณภาพบริการที่ไม่สม่ำเสมอ และอัตราการลาออกของพนักงานที่สูงขึ้น
บทความนี้อธิบายวิธีจัดตารางเข้างานพนักงาน 6 ขั้นตอนที่เริ่มจากความต้องการของลูกค้า ข้อกำหนดตามกฎหมายแรงงานที่ต้องตรวจสอบก่อนประกาศตาราง แนวทางเฉพาะสำหรับธุรกิจที่รับจองคิวล่วงหน้า และตัวชี้วัดที่ใช้ประเมินว่าตารางกะของคุณทำงานได้ผลจริง
| รูปแบบ | สาเหตุหลัก | ผลกระทบ |
|---|---|---|
| คนไม่พอช่วงพีค | จัดกะตามความสะดวกของพนักงาน ไม่ได้ดูช่วงเวลาที่ลูกค้าเข้า | ลูกค้ารอนาน รีวิวเสีย ต้องเรียกคนเสริมและจ่ายค่าล่วงเวลา |
| คนล้นช่วงเงียบ | ใช้กะความยาวเท่ากันทั้งวัน ไม่ได้ปรับตามปริมาณงาน | จ่ายค่าแรงให้ชั่วโมงที่ไม่มีงาน |
| คิวลูกค้าไม่ตรงกับตารางพนักงาน | ข้อมูลการจองกับตารางกะอยู่คนละที่ ไม่มีใครเทียบกัน | ลูกค้ามาตามนัดแต่ไม่มีคนให้บริการ ต้องเลื่อนหรือยกเลิกนัด |
สองรูปแบบแรกแก้ได้ด้วยวิธีจัดตารางที่ถูกต้อง ส่วนรูปแบบที่สามเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของธุรกิจที่รับจองคิว ซึ่งจะอธิบายแยกไว้ในหัวข้อท้ายบทความ
ความผิดพลาดที่พบมากที่สุดคือการเปิดตารางเปล่าแล้วเริ่มใส่ชื่อพนักงานทีละคน ลำดับที่ถูกต้องคือ ทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าก่อน แล้วจึงจัดคนให้สอดคล้อง
คำถามแรกที่ต้องตอบให้ได้คือ ในหนึ่งสัปดาห์ ลูกค้าเข้ามาหนาแน่นที่สุดในวันใดและช่วงเวลาใด โดยมีแหล่งข้อมูลที่ใช้ได้ 3 แหล่ง
ผลลัพธ์ของขั้นตอนนี้คือตารางความหนาแน่นรายช่วงเวลา ตัวอย่างเช่น
| ช่วงเวลา | จันทร์ถึงพฤหัสบดี | ศุกร์ | เสาร์และอาทิตย์ |
|---|---|---|---|
| 09.00 ถึง 11.00 | เบา | เบา | ปานกลาง |
| 11.00 ถึง 14.00 | ปานกลาง | ปานกลาง | หนาแน่น |
| 14.00 ถึง 17.00 | เบา | เบา | ปานกลาง |
| 17.00 ถึง 21.00 | ปานกลาง | หนาแน่น | หนาแน่น |
เมื่อรู้ว่าช่วงใดหนาแน่น ขั้นต่อไปคือกำหนดว่าแต่ละระดับความหนาแน่นต้องใช้พนักงานกี่คน โดยอ้างอิงจาก ขีดความสามารถในการให้บริการต่อคนต่อชั่วโมง ของธุรกิจคุณเอง
วิธีหาตัวเลขนี้ไม่ซับซ้อน ให้เลือกวันที่ร้านทำงานได้ราบรื่นที่สุดในสัปดาห์ที่ผ่านมา แล้วหารจำนวนลูกค้าในชั่วโมงนั้นด้วยจำนวนพนักงานที่อยู่ในกะ ตัวเลขที่ได้คือมาตรฐานที่ร้านของคุณทำได้จริง
| ระดับความหนาแน่น | ลูกค้าต่อชั่วโมง (ตัวอย่าง) | พนักงานหน้าร้านที่ต้องใช้ |
|---|---|---|
| เบา | ไม่เกิน 15 คน | 2 คน |
| ปานกลาง | 16 ถึง 30 คน | 3 คน |
| หนาแน่น | มากกว่า 30 คน | 4 ถึง 5 คน |
ตารางนี้จะเป็นเกณฑ์กลางที่ทุกคนในทีมเข้าใจตรงกัน และทำให้การจัดตารางไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของผู้จัดอีกต่อไป
การแบ่งกะแบบต่อกันพอดี เช่น กะเช้าเลิก 18.00 กะเย็นเข้า 18.00 ดูเป็นระเบียบ แต่มีจุดอ่อนสำคัญ คือช่วงเวลาส่งต่องานมักตรงกับช่วงที่ลูกค้าหนาแน่นที่สุด
แนวทางที่ได้ผลกว่าคือ กะซ้อน (Overlapping Shift) ซึ่งออกแบบให้มีพนักงานสองกะอยู่พร้อมกันในช่วงพีค
| กะ | เวลา | ครอบคลุมช่วงใด |
|---|---|---|
| กะเช้า | 09.00 ถึง 18.00 | เปิดร้าน และพีคช่วงกลางวัน |
| กะกลาง | 11.00 ถึง 20.00 | พีคกลางวันเต็มช่วง และพีคเย็นช่วงแรก |
| กะเย็น | 14.00 ถึง 23.00 | พีคเย็นเต็มช่วง และปิดร้าน |
แต่ละกะมีความยาว 9 ชั่วโมง รวมเวลาพัก 1 ชั่วโมง คิดเป็นเวลาทำงานจริง 8 ชั่วโมงตามกฎหมาย ผลคือช่วง 11.00 ถึง 14.00 และ 17.00 ถึง 20.00 จะมีพนักงานจากสองกะทับกันเสมอ ในขณะที่ช่วงเช้าตรู่และช่วงบ่ายซึ่งลูกค้าบางตามีเพียงกะเดียว
ก่อนประกาศตารางทุกครั้ง ต้องตรวจสอบว่าตารางสอดคล้องกับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน โดยมีประเด็นหลักที่เกี่ยวข้องกับการจัดกะดังนี้
| ประเด็น | ข้อกำหนด |
|---|---|
| เวลาทำงานปกติ | ไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ งานที่เป็นอันตรายไม่เกิน 7 ชั่วโมงต่อวัน และ 42 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (มาตรา 23) |
| การประกาศเวลาทำงาน | นายจ้างต้องประกาศเวลาเริ่มและเวลาสิ้นสุดการทำงานให้ลูกจ้างทราบ (มาตรา 23) |
| การทำงานล่วงเวลา | ในวันทำงาน ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราวๆ ไป ยกเว้นงานที่มีลักษณะต่อเนื่องหรือกรณีฉุกเฉิน (มาตรา 24) |
| เวลาพัก | ทำงานติดต่อกัน 5 ชั่วโมง ต้องมีเวลาพักไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง และหากทำงานล่วงเวลาต่อจากเวลาปกติตั้งแต่ 2 ชั่วโมงขึ้นไป ต้องมีเวลาพักไม่น้อยกว่า 20 นาทีก่อนเริ่มทำงานล่วงเวลา (มาตรา 27) |
| วันหยุดประจำสัปดาห์ | ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 1 วัน และแต่ละวันหยุดต้องห่างกันไม่เกิน 6 วัน (มาตรา 28) |
ข้อแนะนำเพิ่มเติมที่ไม่ได้เป็นข้อกำหนดทางกฎหมาย ควรเว้นระยะระหว่างเวลาเลิกงานกับเวลาเข้างานครั้งถัดไปของพนักงานคนเดียวกันอย่างน้อย 11 ชั่วโมง พนักงานที่ปิดร้านตอน 23.00 แล้วต้องกลับมาเปิดร้านตอน 09.00 วันรุ่งขึ้น มีแนวโน้มจะเหนื่อยล้าและลาป่วยสูงกว่าปกติ
คิวชนจำนวนมากไม่ได้เกิดจากการจัดตารางผิด แต่เกิดจาก คำขอลาที่เข้ามาหลังจากตารางประกาศไปแล้ว วิธีแก้คือกำหนดรอบการทำงานที่ชัดเจนและสื่อสารให้ทุกคนทราบ
| วัน | สิ่งที่เกิดขึ้น |
|---|---|
| วันจันทร์ | เปิดรับคำขอวันหยุดสำหรับสัปดาห์ถัดไป |
| วันพุธ เวลา 18.00 | ปิดรับคำขอ |
| วันพฤหัสบดี | จัดตารางและตรวจสอบกับข้อกำหนดตามกฎหมาย |
| วันศุกร์ | ประกาศตาราง และถือเป็นฉบับยืนยัน |
หลังเส้นตาย หากพนักงานต้องการหยุด ให้เป็นความรับผิดชอบของพนักงานในการหาคนแลกกะ โดยมีเงื่อนไขสองข้อ คือผู้ที่มาแลกต้องทำงานในตำแหน่งเดียวกันได้ และต้องแจ้งหัวหน้างานให้รับทราบก่อนเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้ชั่วโมงทำงานรวมของผู้ใดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
กติกานี้ย้ายภาระการหาคนแทนจากผู้จัดการไปสู่ทีม และเป็นมาตรการที่ลดการโทรตามคนได้มากที่สุดในบรรดาทุกขั้นตอน
ตารางที่ส่งผ่านแชทส่วนตัวหรือติดไว้หลังเคาน์เตอร์เพียงอย่างเดียว มักมีผู้พลาดข้อมูลเสมอ หลักการคือ ทุกคนต้องเห็นตารางฉบับเดียวกัน และรู้ว่าฉบับใดคือฉบับล่าสุด
หกขั้นตอนข้างต้นใช้ได้ดีกับธุรกิจที่ลูกค้าเดินเข้ามาเอง เช่น ร้านอาหารหรือคาเฟ่ แต่สำหรับธุรกิจที่ลูกค้า จองคิวล่วงหน้าและระบุตัวผู้ให้บริการได้ เช่น ร้านนวด สปา ซาลอน คลินิกความงาม ศูนย์บริการรถยนต์ หรือธุรกิจที่ส่งช่างไปให้บริการนอกสถานที่ ตารางกะจะมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นอีกระดับ
ในธุรกิจกลุ่มนี้ ตารางกะไม่ได้ทำหน้าที่แค่บอกว่าใครเข้างานวันไหน แต่เป็น ขีดความสามารถที่เปิดให้ลูกค้าจองได้ เมื่อพนักงานคนหนึ่งลา ช่องเวลาของเขาต้องหายไปจากระบบจองทันที และเมื่อลูกค้าจองคิวเข้ามา ตารางต้องสะท้อนว่าช่วงเวลานั้นของพนักงานคนนั้นไม่ว่างแล้ว
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อข้อมูลสองชุดนี้อยู่แยกกัน ตารางกะอยู่ในไฟล์หนึ่ง คิวลูกค้าอยู่ในสมุดหรือแชทอีกที่หนึ่ง และต้องอาศัยคนคอยเทียบข้อมูลด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นจุดที่คิวชนรูปแบบที่สามเกิดขึ้นบ่อยที่สุด
แนวทางแก้มีตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงระดับที่เป็นระบบ
| ระดับ | วิธีการ | เหมาะกับ |
|---|---|---|
| พื้นฐาน | ใช้ปฏิทินรวมฉบับเดียว บันทึกทั้งกะพนักงานและคิวลูกค้าไว้ในที่เดียวกัน | ธุรกิจที่มีผู้ให้บริการไม่เกิน 3 คน |
| กลาง | กำหนดช่องเวลาที่เปิดรับจองของพนักงานแต่ละคนล่วงหน้า แล้วรับจองเฉพาะในช่องนั้น | ธุรกิจที่มีผู้ให้บริการ 4 ถึง 10 คน |
| เป็นระบบ | ใช้ระบบจองคิวที่ผูกกับตารางพนักงาน ลูกค้าจองเองได้เฉพาะช่องที่ว่างจริง และช่องเวลาปรับตามการลาหรือแลกกะโดยอัตโนมัติ | ธุรกิจที่มีหลายผู้ให้บริการ หลายบริการ หรือหลายสาขา |
ในระดับที่เป็นระบบ ตารางกะกับคิวลูกค้าจะเป็นข้อมูลชุดเดียวกัน จึงไม่มีทางขัดแย้งกันได้ และยังได้ข้อมูลการจองย้อนหลังกลับมาใช้ในขั้นตอนที่ 1 ของการจัดตารางรอบถัดไปด้วย ธุรกิจจำนวนมากในไทยเลือกใช้ระบบจองผ่าน LINE เพราะลูกค้าไม่ต้องติดตั้งแอปพลิเคชันเพิ่ม
อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากระดับที่เป็นระบบทันที ธุรกิจส่วนใหญ่ควรเริ่มจากระดับพื้นฐาน และขยับขึ้นเมื่อพบว่าเริ่มมีการจองซ้อนหรือเลื่อนนัดบ่อยขึ้น
| ข้อผิดพลาด | แนวทางแก้ไข |
|---|---|
| จัดตารางจากความจำ ไม่ได้ดูข้อมูล | ทบทวนจำนวนบิลหรือจำนวนคิวย้อนหลัง 4 สัปดาห์ก่อนจัดตารางทุกครั้ง |
| ให้พนักงานที่มีประสบการณ์สูงอยู่รวมกันกะเดียว | กระจายให้แต่ละกะมีพนักงานที่มีประสบการณ์อย่างน้อย 1 คน |
| ไม่นับเวลาเตรียมเปิดและเก็บปิดร้าน | รวมเวลาเตรียมงานและเก็บงานไว้ในกะ ไม่ปล่อยให้เป็นเวลานอกตาราง |
| ไม่มีพนักงานสำรอง | กำหนดผู้ที่พร้อมเข้าแทนประจำสัปดาห์อย่างน้อย 1 คน พร้อมลำดับการติดต่อที่ตกลงกันไว้ |
| แก้ไขตารางโดยไม่แจ้งผู้เกี่ยวข้อง | ระบุหมายเลขฉบับ และแจ้งผู้ได้รับผลกระทบเป็นรายบุคคล |
| รับจองคิวโดยไม่เทียบกับตารางพนักงาน | รวมคิวและตารางกะไว้ในแหล่งข้อมูลเดียวกัน |
ตารางกะที่ดีวัดผลได้ ไม่ใช่แค่ความรู้สึกว่าสัปดาห์นี้วุ่นวายน้อยลง ตัวชี้วัดที่ควรติดตามทุกเดือนมีดังนี้
| ตัวชี้วัด | วิธีคำนวณ | ทิศทางที่ต้องการ |
|---|---|---|
| ชั่วโมงแรงงานต่อยอดขาย | ชั่วโมงทำงานรวม หารด้วยยอดขายรวม | ลดลงหรือคงที่ ขณะที่ยอดขายไม่ลด |
| ค่าล่วงเวลาต่อเดือน | ยอดรวมค่าล่วงเวลาที่จ่ายจริง | ลดลง |
| จำนวนครั้งที่ต้องเรียกคนเสริม | นับจากบันทึกของหัวหน้างาน | ไม่เกิน 1 ถึง 2 ครั้งต่อเดือน |
| เวลารอเฉลี่ยของลูกค้า | จากระบบคิว หรือสุ่มจับเวลาในช่วงพีค | ลดลงในช่วงพีค |
| จำนวนนัดที่ต้องเลื่อนหรือยกเลิก | นับเฉพาะกรณีที่เกิดจากฝั่งร้าน | ใกล้ศูนย์ |
การจัดตารางเข้างานพนักงานที่ไม่ทำให้คิวชน ไม่ได้เริ่มจากการใส่ชื่อพนักงานลงตาราง แต่เริ่มจากการตอบคำถามว่า ลูกค้าต้องการบริการในช่วงเวลาใด และมากเพียงใด
เมื่อมีข้อมูลนี้ การแปลงเป็นจำนวนคน การออกแบบกะซ้อน และการวางกติกาการลาจะกลายเป็นงานที่ทำตามขั้นตอนได้ และสำหรับธุรกิจที่รับจองคิว กุญแจสำคัญคือการทำให้ตารางกะกับคิวลูกค้าเป็นข้อมูลชุดเดียวกัน
อยากให้ลูกค้าจองคิวล่วงหน้า และเลือกผู้ให้บริการได้เอง
หากธุรกิจของคุณให้บริการแบบนัดหมาย เช่น ร้านนวด สปา ซาลอน คลินิก หรือศูนย์บริการ และอยากให้ลูกค้าจองคิวได้เองตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเลือกพนักงานที่ต้องการได้ BeTask ช่วยวางระบบนี้ให้ใช้งานผ่าน LINE ได้ทันที โดยลูกค้าไม่ต้องติดตั้งแอปพลิเคชันเพิ่ม
อย่างน้อย 1 สัปดาห์ และไม่ควรเกิน 4 สัปดาห์ เพราะตารางที่ประกาศล่วงหน้านานเกินไปมักต้องแก้ไขหลายรอบ สำหรับธุรกิจส่วนใหญ่ การประกาศล่วงหน้า 7 ถึง 10 วันเป็นระยะที่เหมาะสม
จัดพนักงานประจำลงในกะหลักก่อน แล้วใช้พนักงานพาร์ทไทม์เสริมในช่วงพีคและช่วงรอยต่อระหว่างกะ วิธีนี้ทำให้ต้นทุนแรงงานยืดหยุ่นตามปริมาณงาน แทนที่จะเป็นต้นทุนคงที่ตลอดทั้งเดือน
ควรมีพนักงานสำรองประจำสัปดาห์และลำดับการติดต่อที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า การหาคนแทนเมื่อเกิดเหตุแล้วมักกลายเป็นการขอร้องเป็นรายครั้ง ซึ่งสร้างความรู้สึกไม่เป็นธรรมภายในทีมในระยะยาว
ควรเก็บ เพราะเป็นเอกสารประกอบการคำนวณค่าจ้างและค่าล่วงเวลา และเป็นหลักฐานว่านายจ้างได้ประกาศเวลาทำงานให้ลูกจ้างทราบตามที่กฎหมายกำหนด
ไม่ควรเปิดให้จองเกินกว่าระยะที่ตารางกะประกาศไว้แล้ว เช่น ถ้าประกาศตารางล่วงหน้า 2 สัปดาห์ ก็ควรเปิดรับจองไม่เกิน 2 สัปดาห์ เพื่อไม่ให้มีลูกค้าจองในช่วงที่ยังไม่รู้ว่าใครจะเข้างาน
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.
You must be logged in to post a comment.