SAP กับ No-code ต่างกันอย่างไร
ใช้คู่กันได้ไหม เลือกแบบไหนดี

SAP กับ No-code ต่างกันอย่างไร

หลายบริษัทลงทุนติดตั้งโปรแกรม SAP ไปเพื่อใช้เป็น ERP หลักขององค์กร แต่พอใช้งานจริงกลับพบว่าบางงานที่ต้องปรับเปลี่ยนบ่อย ๆ เช่น การสร้างเครื่องมือสำหรับทีมใดทีมหนึ่งโดยเฉพาะ หรือการทำรายงานแบบเฉพาะกิจ กลับทำได้ช้าและยุ่งยากเกินไป ทั้งที่เป็นระบบที่ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้ครอบคลุมทั้งองค์กร จนหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า เราควรหันไปพึ่งทางเลือกอย่างแพลตฟอร์ม No-code/Low-code แทนดีไหม หรือบางทีอาจต้องใช้ทั้งสองตัวคู่กันไปเลย บทความนี้จะพาไปดูข้อดี ข้อเสีย และแนวทางในการเลือกใช้ระบบให้เหมาะกับองค์กรของคุณจริง ๆ

ระบบ SAP คืออะไร?

ระบบ SAP คือซอฟต์แวร์บริหารทรัพยากรองค์กรประเภท ERP ที่พัฒนาโดยบริษัท SAP SE จากประเทศเยอรมนี SAP ย่อมาจาก Systems, Applications, and Products in Data Processing โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลและกระบวนการทำงานของทุกแผนกเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นบัญชี การเงิน การผลิต สต็อกสินค้า ไปจนถึงห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ข้อมูลจากส่วนงานต่าง ๆ ไม่กระจัดกระจายเหมือนการใช้โปรแกรมแยกกันแบบเดิม

ด้วยความที่เป็นระบบยอดนิยมสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่ใช้งานกันทั่วโลกมานานหลายสิบปี จึงทำให้ SAP เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง มีความน่าเชื่อถือสูง อีกทั้งมีการพัฒนาให้รองรับกระบวนการต่าง ๆ ที่ซับซ้อนของธุรกิจขนาดใหญ่ได้อย่างครบวงจร และกลายมาเป็นหนึ่งในมาตรฐานอุตสาหกรรมที่หลาย ๆ องค์กรใช้อ้างอิงเวลาวางระบบ ERP

แล้ว No-code คืออะไร?

No-code คือแนวคิดและเครื่องมือในการสร้างซอฟต์แวร์ เว็บไซต์ หรือระบบอัตโนมัติผ่านอินเทอร์เฟซแบบลากวาง (Drag and Drop) และการตั้งค่าสำเร็จรูปโดยที่ไม่ต้องเขียนโค้ดแม้แต่บรรทัดเดียว

จุดเด่นของเครื่องมือนี้อยู่ที่ความรวดเร็วในการพัฒนา ทำให้ระบบสร้างชิ้นงานพร้อมใช้ได้ในเวลาสั้น ๆ นอกจากนี้ยังมีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับเปลี่ยนไปตามโจทย์ธุรกิจได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ดใหม่ทั้งหมดที่สำคัญที่สุดยังช่วยลดการพึ่งพาทีม Developer ขนาดใหญ่ เปิดโอกาสให้คนฝั่งธุรกิจสร้างและดูแลระบบได้ด้วยตัวเอง

SAP กับ No-code ต่างกันอย่างไร?

หากเทียบกันตรง ๆ แล้ว ทั้งสองระบบมีจุดแข็งคนละแบบ สำหรับ SAP จะโดดเด่นเรื่องความมั่นคงและรองรับองค์กรขนาดใหญ่ ส่วน No-code จะเน้นความเร็วและความคล่องตัวในการใช้งานจริง เพื่อให้คุณเห็นภาพชัดขึ้น เรามีตารางเปรียบเทียบระหว่าง SAP กับ No-code มาฝาก

ปัจจัยที่ควรพิจารณา SAP (ERP System) No-code Platform

ต้นทุนเริ่มต้น

สูงมาก (ค่าสิทธิ์การใช้งาน, ค่าติดตั้งวางระบบ และค่าอุปกรณ์เครือข่าย)
ต่ำถึงปานกลาง เพราะจ่ายตามรายเดือน/รายปี หรือตามจำนวนผู้ใช้งาน

ระยะเวลาติดตั้ง

ใช้เวลาหลายเดือนไปจนถึงหลักปี
ใช้เวลาไม่กี่วัน ถึงไม่กี่สัปดาห์

ความยืดหยุ่นในการปรับแต่ง

ปรับแต่งยาก ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ และอาจกระทบกับโครงสร้างหลัก
สูงมาก ปรับ Workflow หรือหน้าตาแอปได้ทันทีแบบ Drag and Drop

การบำรุงรักษา

ต้องมีทีม IT / Support ประจำคอยดูแลแก้บั๊กและอัปเกรด
ผู้ให้บริการอัปเดตให้อัตโนมัติ แทบไม่ต้องมีทีมดูแลเฉพาะ

ช่องทางและเป้าหมายการสร้างรายได้

เชื่อมต่อกับระบบใหญ่อื่น ๆ ได้ผ่าน API และ Ecosystem มาตรฐาน
ขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์ม แต่ส่วนใหญ่จะรองรับ API ทั่วไป หากเป็นระบบที่ซับซ้อนอาจมีข้อจำกัดบ้าง

การขยายตัว

สูงมาก รองรับการเติบโตระดับโลกและรองรับข้อมูลมหาศาล
ปานกลาง เหมาะกับงานเฉพาะส่วน หากมีข้อมูลขนาดใหญ่มากอาจต้องมานั่งแก้กันใหม่

ความเสี่ยงเมื่อพนักงานลาออก

ต่ำกว่า เพราะมีคู่มือการทำงานที่เป็นมาตรฐานสากล พนักงานใหม่สามารถเรียนรู้และใช้งานต่อได้เลย
สูงกว่า โดยส่วนใหญ่ใช้คนจากหน้างาน 1-2 คน หากไม่มีเอกสารกำกับการทำงาน อาจไม่มีใครเข้าใจโครงสร้างเดิม

ระยะเวลาคืนทุน

ใช้เวลาคืนทุนประมาณ 1-3 ปี แต่ให้ผลลัพธ์ยั่งยืนในระยะยาว
คืนทุนไวภายในไม่กี่สัปดาห์หรือเดือน เพราะเริ่มใช้และเห็นผลทันที

ย้ายระบบ

ย้ายยากมาก มี Migration Cost และข้อผูกมัดสูง
ย้ายง่ายกว่า แต่งานบางส่วนอาจต้องสร้างใหม่บนแพลตฟอร์มใหม่

 SAP VS No-code เลือกระบบไหนดี?

1. ควรเลือกใช้ SAP ก็ต่อเมื่อ

  • ธุรกิจมีกระบวนการซับซ้อนและมีข้อยกเว้นเยอะ: องค์กรขนาดกลางถึงใหญ่ที่มีสายการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน หรือระบบบัญชีที่เชื่อมโยงหลายสาขา หลายประเทศ มักจะมีเงื่อนไขปลีกย่อยเยอะ SAP จึงถูกออกแบบมาให้รองรับความซับซ้อนแบบนี้โดยเฉพาะ ต่างจาก No-code ที่เหมาะกับงานที่มีขั้นตอนตรงไปตรงมามากกว่า

  • ต้องผ่านการตรวจสอบและควบคุมมาตรฐานเข้มงวด: SAP มีมาตรฐานความปลอดภัยที่ผ่านการรับรองระดับสากลรองรับ จึงเหมาะกับธุรกิจที่ต้องเข้ารับการตรวจสอบบัญชีระดับสากล หรืออยู่ในอุตสาหกรรมที่มีกฎระเบียบควบคุมเข้มงวด เช่น การเงิน ยา หรือพลังงาน ที่ต้องการระบบควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลและติดตามการเปลี่ยนแปลงได้ทุกขั้นตอน

  • ต้องการข้อมูลชุดเดียวที่ทุกแผนกใช้ร่วมกัน: ฝ่ายการตลาด ฝ่ายขาย และฝ่ายบริการลูกค้าจำเป็นต้องพึ่งพาข้อมูลลูกค้าร่วมกันเพื่อทำLoyalty Program รักษาฐานลูกค้า แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้ข้อมูลคนละชุดกัน อาจเกิดปัญหาคะแนนสะสมไม่ตรงกัน กำหนดสิทธิประโยชน์ผิดพลาด หรือวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าคลาดเคลื่อนไป จนกระทบกับความเชื่อมั่นของลูกค้าและการตัดสินใจของผู้บริหาร

2. ควรเลือกใช้ No-code ก็ต่อเมื่อ

  • ต้องการความเร็วสูงในงบประมาณจำกัด: No-code เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการทดสอบไอเดียใหม่หรือสร้างโปรโตไทป์พร้อมใช้งานภายในไม่กี่วัน เพราะไม่ต้องจ้างทีม Developer มาเขียนโค้ดตั้งแต่ศูนย์ จึงช่วยประหยัดทั้งเวลาและต้นทุนที่จะต้องจ่ายไปกับการพัฒนาระบบเต็มรูปแบบ

  • เปลี่ยนโจทย์งานหน้าบ่อย: No-code ช่วยให้ปรับแต่งฟีเจอร์หรือ Workflow ได้ทันที ไม่ต้องรอทีม Dev มาทำให้ เหมาะกับทีมที่ต้องปรับกระบวนการทำงานอยู่ตลอดเวลาอย่างเช่น ฝ่ายการตลาดที่ต้องปรับฟอร์มแคมเปญตามสถานการณ์รายสัปดาห์ หรือฝ่ายปฏิบัติการที่ต้องปรับเปลี่ยนการรับออเดอร์และการจัดคิวบริการตามลูกค้าหน้างานในแต่ละเดือน

  • งานที่ทำอยู่เป็นกระบวนการเฉพาะส่วน ไม่ใช่ Core ERP: งานบางอย่างในองค์กรไม่จำเป็นต้องเชื่อมกับข้อมูลบัญชีหรือสต็อกส่วนกลางเลย เช่น ระบบสมาชิกสะสมแต้มระบบจองคิว หรือฟอร์มเก็บข้อมูลภายในทีม หากจะนำไปเพิ่มโมดูลใน SAP ก็อาจซับซ้อนและเพิ่มต้นทุนให้สูงขึ้น สู้ใช้ No-code สร้างขึ้นมาใช้เฉพาะจุดจะดีกว่า

SAP กับ No-code ใช้ทั้งคู่เลยได้ไหม?

ที่จริงแล้วคุณสามารถนำทั้งสองระบบมาใช้พร้อมกันได้เลย เพราะนี่ก็เป็นสิ่งที่องค์กรขนาดใหญ่ระดับโลกนิยมใช้กัน โดยแบ่งให้ SAP เป็นศูนย์กลางคุมฐานข้อมูลและกระบวนการหลักที่ต้องเป๊ะตามกฎระเบียบ แล้วใช้ No-code เป็นเครื่องมือให้คนแต่ละแผนกนำไปสร้างแอปพลิเคชันใช้งานเฉพาะส่วน เช่น ให้ทีมขายกรอกข้อมูลผ่านแอป No-code บนมือถือ แล้วรันข้อมูลตรงกลับเข้าไปบันทึกใน SAP โดยอัตโนมัติ

การทำงานร่วมกันแบบนี้ช่วยให้องค์กรรักษาความปลอดภัยและความถูกต้องของข้อมูลภาพรวมได้ครบถ้วน แถมยังได้ความคล่องตัวหน้างานเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า ที่สำคัญคุณไม่ต้องเสียเวลาและงบประมาณไปกับการปรับแต่งระบบในงานย่อย ๆ อีกด้วย

ข้อควรระวังก่อนนำ SAP หรือ No-code มาใช้

นอกเหนือจากค่าสิทธิ์การใช้งานและค่าระบบในเบื้องต้น ทั้งสองระบบต่างก็มีค่าใช้จ่ายแฝงและข้อควรระวังที่หลายคนอาจไม่รู้มาก่อน หากปล่อยไว้อาจมีผลต่อการวางงบประมาณในระยะยาว สำหรับสิ่งที่ควรระวังมีดังนี้

  • ค่าปรับแต่งและบำรุงรักษาที่มองไม่เห็นตอนแรก: สำหรับ SAP จะมีค่า Consultant สำหรับปรับแต่งระบบให้ตรงกับกระบวนการทำงานเฉพาะขององค์กรที่อาจสูงกว่าค่า License เริ่มต้น ส่วน No-code แม้ราคาเริ่มต้นจะค่อนข้างถูก แต่พอใช้งานหนักขึ้นหรือต้องการฟีเจอร์เสริม อาจทำให้ค่าบริการรายเดือนปรับขึ้นสูงแบบไม่ทันตั้งตัว

  • ความเสี่ยงเมื่อคนสำคัญลาออก: หากองค์กรพึ่งพาที่ปรึกษา SAP หรือพนักงานที่สร้างระบบ No-code ไว้แค่คนเดียว พอพนักงานคนนั้นลาออกไป อาจไม่มีใครเข้าใจโครงสร้างระบบทั้งหมด ทำให้ต้องมานั่งแก้หรือนำมาต่อยอดยากในอนาคต

  • ข้อจำกัดเรื่องการย้ายระบบในภายหลัง: คุณควรรู้ก่อนว่า ต้นทุนการย้ายระบบ SAP ค่อนข้างสูงถึงหลักล้านบาท เนื่องจากมีข้อมูลและกระบวนการฝังลึกอยู่ในระบบจำนวนมาก ส่วน No-code บางแพลตฟอร์มก็ล็อกข้อมูลไว้ในรูปแบบเฉพาะของตัวเอง ทำให้ย้ายไปแพลตฟอร์มอื่นยาก

  • ความปลอดภัยของข้อมูลขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ: โดยเฉพาะ No-code ที่นำข้อมูลองค์กรไปเก็บไว้บนคลาวด์ของผู้ให้บริการภายนอก หากผู้ให้บริการมีปัญหาด้านความปลอดภัยหรือหยุดให้บริการกะทันหัน อาจกระทบต่อข้อมูลสำคัญขององค์กรโดยตรง

สุดท้ายแล้ว ถ้าถามว่าควรเลือกระบบไหนดี อาจไม่มีคำตอบถูกผิดตายตัวไปซะทีเดียว เพราะสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณควรทำก่อนเลือกระบบคือการกลับมาสำรวจโจทย์จริง ๆ ขององค์กร ทั้งเรื่องขนาดธุรกิจ ความพร้อมของทีมงาน และงบประมาณที่มี เพราะระบบที่ดีที่สุดไม่ใช่ระบบที่แพงที่สุดหรือทันสมัยที่สุด แต่เป็นระบบที่พนักงานใช้งานได้จริงและช่วยขับเคลื่อนธุรกิจของคุณให้เดินหน้าได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ CRM Solution โปรแกรม CRM แบบครบครันจาก BeTask

Discover more from BeTask

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading