Retargeting คืออะไร ต่างจาก Remarketing ยังไง?

Retargeting คือ

คำว่า Retargeting และ Remarketing มักถูกนำมาใช้แทนกันจนดูเหมือนว่าเป็นสิ่งเดียวกัน แต่ในความจริงแล้ว ทั้ง 2 กลยุทธ์มีความแตกต่างกัน ทั้งในด้านวิธีการ ช่องทางการสื่อสาร และประเภทของกลุ่มเป้าหมาย นักการตลาดจำเป็นที่จะต้องเข้าใจความแตกต่างของกลยุทธ์ทั้ง 2 ประเภทนี้ เพื่อให้สามารถวางแผนแคมเปญและใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Retargeting คืออะไร? 

Retargeting คือ กลยุทธ์ที่เน้นการใช้โฆษณา เพื่อติดตามกลุ่มเป้าหมายที่เคยเข้าชมเว็บไซต์ หรือมีปฏิสัมพันธ์กับช่องทางออนไลน์ของแบรนด์ แต่ยังไม่ตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการ

หัวใจสำคัญของ Retargeting

หัวใจสำคัญของ Retargeting

1. วิธีการ Retargeting

การ Retargeting จะอาศัยการติดตั้งโค้ดติดตาม เช่น Meta Pixel หรือ Google Ads Tag บนเว็บไซต์ โดยจะเก็บข้อมูลของผู้เยี่ยมชมในรูปแบบของคุกกี้ (Cookies) เมื่อผู้เยี่ยมชมออกจากเว็บไซต์แล้ว คุกกี้จะทำให้โฆษณาของแบรนด์ไปปรากฏบนแพลตฟอร์มอื่น ๆ ที่ผู้เยี่ยมชมรายนั้นใช้งาน

2. ช่องทางการสื่อสารหลัก

ช่องทางหลัก ๆ ในการทำ Retargeting คือ Paid Media หรือโฆษณา (ที่ต้องเสียเงิน) บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, TikTok, Google Ads หรือเว็บไซต์ต่าง ๆ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้เข้าถึง Insights ของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและตรงจุดมากที่สุด 

3. กลุ่มเป้าหมายของการทำ Retargeting 

  • ผู้เข้าชมเว็บไซต์ที่ไม่ระบุตัวตน (Anonymous Visitors) : ผู้ที่เข้าชมเว็บไซต์ ใส่สินค้าในตะกร้า แต่ไม่ทิ้งข้อมูลติดต่อใด ๆ ไว้ 
  • ผู้ที่สนใจซื้อ (High Intent Users) : ผู้ที่เข้าชมที่สนใจซื้อสินค้าและบริการ โดยมักจะค้นหาสินค้าหรือบริการที่มีความเฉพาะเจาะจง เนื่องจากรู้อยู่แล้วว่าจะซื้อสินค้า หรือใช้บริการใด เช่น ค้นหาแอพจองคิวออนไลน์ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เป็นต้น

4. วัตถุประสงค์หลัก

วัตถุประสงค์ในการทำ Retargeting คือ กระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อ (Conversion) เช่น การลดอัตราการทิ้งตะกร้าสินค้า หรือการเปลี่ยนผู้ที่กำลังลังเล หรือผู้ที่มีความสนใจ (แต่ยังไม่ซื้อ) ให้กลายเป็นลูกค้า ช่วยป้องกันลูกค้าหายอันเป็นสาเหตุให้ยอดขายตกได้อย่างดี

ความแตกต่างระหว่าง Retargeting กับ Remarketing

ลักษณะRetargetingRemarketing
วิธีการติดตามผู้ใช้ผ่าน Cookies ที่เก็บจากพฤติกรรมการเข้าชมเว็บไซต์ใช้ข้อมูลติดต่อโดยตรง (Email, เบอร์โทร) ที่ได้จากฐานข้อมูลลูกค้า
ช่องทางหลักPaid Ads (โฆษณาแบบดิสเพลย์, โฆษณาโซเชียล)Owned Channels (Email Marketing, การแจ้งเตือนแอป)
กลุ่มเป้าหมายหลักผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ไม่ระบุตัวตน (ยังไม่เป็นลูกค้า)ลูกค้าเก่าหรือผู้ที่อยู่ในฐานข้อมูล (Known Contacts)
เป้าหมายหลักเปลี่ยนผู้ที่สนใจให้เป็นลูกค้าครั้งแรก (Acquisition)กระตุ้นการซื้อซ้ำ/รักษาความสัมพันธ์ (Retention & Loyalty)
ตัวอย่างโฆษณาแบนเนอร์สินค้าที่ถูกทิ้งไว้ในตะกร้าไปตามเว็บไซต์ต่าง ๆอีเมลแจ้งเตือนโปรโมชันพิเศษสำหรับลูกค้า VIP หรือลูกค้าเก่า

สรุปสั้น ๆ 

Retargeting เน้นไปที่การดึงลูกค้าที่กำลังลังเลกลับมาซื้อครั้งแรกด้วยการใช้โฆษณาแบบตามติด (Cookie-based Ads) ส่วนการ Remarketing จะเน้นกระตุ้นการซื้อซ้ำ หรือสร้างความภักดี โดยใช้ Email-based กับลูกค้าที่อยู่ในฐานข้อมูลแล้ว ในการสร้างโฆษณาหรือทำ Loyalty Program ซึ่งการใช้ Retargeting และ Remarketing อย่างถูกจังหวะ จะช่วย “เพิ่มโอกาส” ให้สามารถปิดการขายที่หลุดไป และเปลี่ยนความสัมพันธ์ระยะสั้นให้เป็นความภักดีในระยะยาวได้

 

Discover more from BeTask

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading