
ปัจจุบัน Engagement ได้กลายเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่สำคัญของธุรกิจ โดยเฉพาะในยุคที่ Social Media ได้รับความนิยมจากผู้คนทั่วโลกเช่นนี้ เพราะ Engagement สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคกับแบรนด์ หากธุรกิจสามารถสร้าง Engagement ได้ ย่อมส่งผลดี เพราะนอกจากจะสามารถสร้างความสัมพันธ์กับผู้ติดตามได้แล้ว ยังเพิ่มโอกาสเปลี่ยนผู้ติดตามให้กลายเป็นลูกค้าได้อีกด้วย แล้ว Engagement การตลาด คืออะไร มีกี่ประเภท มาหาคำตอบกัน
Engagement การตลาด คือ การมีส่วนร่วมของผู้บริโภคหรือผู้ติดตาม ที่มีต่อแบรนด์หรือคอนเทนต์ต่าง ๆ เช่น การกดไลก์, คอมเมนต์, แชร์, กดติดตาม, คลิกเข้าไปอ่านต่อ หรือแม้แต่การพูดคุยปากต่อปาก
การสร้าง Engagement คือ การทำการตลาดที่ทำให้ผู้ติดตามหรือลูกค้า เกิดความสนใจ ความคิดเห็น หรือการมีปฏิสัมพันธ์ และเกิดความรู้สึกใกล้ชิดและผูกพันกับแบรนด์ จนกลายเป็นลูกค้าประจำในที่สุด

Engagement คือ “กระจกสะท้อน” ว่าคอนเทนต์นั้น ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายหรือไม่ ถ้าคนกดไลก์ คอมเมนต์ แชร์ หรือดูจนจบ ก็แสดงว่าคอนเทนต์นั้นตรงใจกลุ่มเป้าหมาย แต่ถ้าคอนเทนต์ไหนมี Engagement ต่ำ ยอดน้อย ก็ควรจะปรับกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น
อีกหนึ่งข้อดีของ Engagement การตลาด คือ ช่วยสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าหรือผู้ติดตามได้ เช่น การตอบกลับคอมเมนต์ลูกค้า หรือการตั้งโพลให้ผู้ติดตามร่วมสนุก ทำให้ลูกค้ารู้สึกใกล้ชิดและเชื่อใจในแบรนด์ นำไปสู่ความจงรักภักดี หรือ Brand Loyalty ในระยะยาว ซึ่งสามารถต่อยอดด้วยการสร้าง Loyalty Program เพื่อรักษาฐานลูกค้าและกระตุ้นให้เกิดการซื้อซ้ำได้
Engagement ไม่ใช่แค่เรื่องการสื่อสาร แต่ยังเชื่อมโยงกับยอดขาย ซึ่งอีกหนึ่งข้อดีของการมียอด Engagement คือ ช่วยเพิ่มโอกาสในการขายได้ เพราะลูกค้าที่มีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์บ่อย ๆ จะรู้สึกคุ้นเคยและเชื่อใจในแบรนด์ของเรา เมื่อลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์เข้าถึงง่าย ใกล้ตัว ก็จะเกิดการตัดสินใจซื้อได้ง่ายมากขึ้น
หนึ่งในข้อดีของ Engagement การตลาด คือ ทำให้ลูกค้า “ช่วยโปรโมต” แบรนด์เอง โดยไม่ต้องเสียเงินโปรโมตแต่อย่างใด ยิ่งถ้าสินค้าหรือบริการของเรามีคุณภาพอยู่แล้ว มีการบริการหลังการขายที่ดี และมีการจัดส่งที่รวดเร็ว ก็จะยิ่งเกิดการแชร์หรือบอกต่อได้ง่าย ถือเป็น Word of Mouth ที่ทรงพลังที่สุด ทั้งยังช่วยลดต้นทุนโฆษณา และสร้างการเข้าถึง (Reach) ได้จริงใจมากกว่า
Social Media Engagement คือ รูปแบบ Engagement ที่เห็นได้บ่อยและวัดผลได้ง่ายที่สุด เพราะทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย จะมีตัวเลขบอกชัดเจนอยู่แล้ว เช่น จำนวน Like, Share, Comment หรือ Reach ซึ่งยอดเหล่านี้ิจะเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าคอนเทนต์ที่ทำดึงดูดความสนใจผู้ติดตามหรือลูกค้าได้มากแค่ไหน
Engagement เชิงเนื้อหา คือ การที่ผู้คนแสดงออกอย่างชัดเจนว่า “สนใจเนื้อหา” จริง ๆ เช่น การที่ผู้ติดตามอ่านบทความจนจบ, การดาวน์โหลดอีบุ๊ก, การคลิกเข้าชมส่วนอื่น ๆ ในเว็บไซต์ หรือสมัครรับข่าวสารทางอีเมล เป็นต้น
Event Engagement การตลาด คือ การที่ผู้คนสนใจเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้น เช่น Webinar, Live สด, Event, เวิร์กชอป หรือตอบแบบสอบถาม ถือเป็นการมีส่วนร่วมที่ลึกขึ้น เพราะผู้ติดตามมอบความสนใจ และสละเวลาให้กับแบรนด์
Engagement รูปแบบนี้ คือ การบอกต่อปากต่อปาก (Word of Mouth), รีวิวสินค้า, การกลับมาใช้บริการซ้ำ หรือแม้กระทั่งการปกป้องแบรนด์ในกรณีเกิดข้อถกเถียงบนโลกออนไลน์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็น Engagement เชิงคุณภาพที่แสดงถึงความผูกพันกับแบรนด์อย่างแท้จริง
วิธีหลัก ๆ ในการสร้าง Engagement คือ การทำคอนเทนต์ที่ให้สาระ ให้ประโยชน์ หรือให้ความบันเทิง เพราะจะทำให้ผู้ติดตาม รู้สึกอยากติดตาม และโต้ตอบอยู่เสมอ ช่วยสร้างยอดไลก์ ยอดแชร์ และยอดคอมเมนต์ได้อย่างดี
อีกหนึ่งวิธีสร้าง Engagement การตลาด คือ การอัปเดตเนื้อหาอย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ โดยอาจจะลงทุกวัน หรือ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อไม่ให้ผู้ติดตามลืมแบรนด์ของเรา ทำให้แบรนด์คงอยู่ในสายตาของผู้ติดตามตลอด ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับแบรนด์ได้
และอีกเคล็ดลับในการทำยอด Engagement คือ การสื่อสารแบบสองทาง หรือที่เรียกว่า Two-way Communication เช่น การตอบคอมเมนต์ การโต้ตอบในแชท หรือการตั้งคำถามปลายเปิดให้ลูกค้ามีส่วนร่วม ซึ่งจะทำให้ผู้ติดตามรู้สึกว่าแบรนด์ “ใส่ใจ” ไม่ได้สื่อสารแบบฝ่ายเดียว เพิ่มความใกล้ชิดระหว่างแบรนด์กับลูกค้าได้มากขึ้น
การปรับเนื้อหาหรือข้อเสนอให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย ก็สามารถสร้าง Engagement ที่ดีได้เช่นเดียวกัน เช่น การส่งของขวัญหรือโปรโมชั่นวันเกิด การแนะนำสินค้าตามพฤติกรรมซื้อที่ผ่านมา จะทำให้ ลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์เข้าใจและใส่ใจเขา
ธุรกิจที่ทำให้ลูกค้ามี “ความสะดวก” ในการซื้อหรือใช้บริการ เช่น การเปิดให้จองคิวออนไลน์ เข้ารับบริการล่วงหน้าโดยไม่ต้องมารอหน้าร้าน จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเข้าใช้บริการได้ง่าย ทางร้านใส่ใจปัญหาการรอคิว และสามารถจัดการคิวได้อย่างเป็นระบบ จัดเป็น Engagement เชิงประสบการณ์และความรู้สึก ที่จะทำให้เกิดการแชร์หรือบอกต่อได้
เทคนิคหลัก ๆ ในการเพิ่มประสิทธิภาพ Engagement การตลาด คือ วิเคราะห์พฤติกรรมกลุ่มเป้าหมายให้ถูกต้อง เพราะการรู้ว่าลูกค้าสนใจอะไร ใช้แพลตฟอร์มไหนบ่อยที่สุด และชอบเนื้อหาแบบใด จะช่วยออกแบบกลยุทธ์ได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น
อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยทำให้ธุรกิจเพิ่มประสิทธิภาพ Engagement คือ การใช้ Data Driven Marketing หรือ การเก็บข้อมูลเชิงลึก เช่น อัตราการคลิก เวลาเฉลี่ยที่ใช้ในเพจ หรือเนื้อหาที่ได้รับการแชร์มากที่สุด ซึ่งจะช่วยให้ปรับปรุงกลยุทธ์ได้ต่อเนื่องนั่นเอง
Engagement ที่ดี ไม่ใช่ดูจากยอดการกดไลก์เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการมีส่วนร่วมของผู้ติดตามด้วย จึงควรทำคอนเทนต์เชิงตอบโต้ด้วยเช่นกัน เช่น การตั้งโพลล์, ตั้งคำถาม, Quiz หรือ Mini Game ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภครู้สึกสนุกและอยากมีส่วนร่วมมากขึ้น
นอกจากการมีทำคอนเทนต์สร้างความร่วมมือแล้ว อีกหนึ่งเทคนิคที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ Engagement การตลาด คือ การทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าได้เป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ เช่น การนำ Feedback ของลูกค้ามาปรับใช้ หรือแชร์รีวิวที่ลูกค้าโพสต์ เป็นต้น
สรุปแล้ว Engagement การตลาด คือ การสร้าง “ความสัมพันธ์เชิงคุณภาพ” ระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภค ยิ่งธุรกิจสามารถทำให้ลูกค้ามีส่วนร่วมได้ ไม่ว่าจะผ่านเนื้อหา กิจกรรม หรือประสบการณ์ ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความผูกพันระหว่างแบรนด์กับลูกค้าได้มากขึ้น
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.
You must be logged in to post a comment.