
ต้องยอมรับว่าผู้คนส่วนมากมักตัดสินใจด้วยอารมณ์ก่อนเหตุผล เช่น การซื้อกระเป๋าใบใหม่เพราะถูกใจ แม้จะมีกระเป๋าแบบเดียวกันอยู่แล้ว หรือการซื้อสินค้าใดสินค้าหนึ่ง เพราะต้องการซื้อ แม้ว่าสินค้านั้น ๆ จะไม่ได้มีความจำเป็น หรือถูกใช้ในชีวิตประจำวันเลยก็ตาม ด้วยเหตุนี้ Emotional Marketing จึงถือกำเนิดขึ้นมา เพราะทำให้ผู้คนเกิดอารมณ์จนตัดสินใจซื้อได้นั่นเอง
Emotional Marketing คือ การตลาดที่ทำให้ผู้คนเกิดอารมณ์ หรือความรู้สึกบางอย่างกับแบรนด์ เช่น มีความสุข, ซาบซึ้ง, ตื่นเต้น หรือโศกเศร้า เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ทำให้เกิดภาพจำ หรือกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อนั่นเอง

การจะทำ Emotional Marketing ให้ได้ผลนั้น นอกจากการทำ Persona ของกลุ่มเป้าหมายแล้ว ยังต้องทำความเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของกลุ่มลูกค้าด้วย โดยวิเคราะห์ออกมาให้ได้ว่าลูกค้ารู้สึกอะไร ต้องการอะไร ขาดอะไร หรือกำลังมองหาอะไรในชีวิต
เมื่อวิเคราะห์อารมณ์และความรู้สึกของลูกค้าได้แล้ว ควรเลือกอารมณ์หลักที่เหมาะสมกับตัวแบรนด์ อาทิ หากทำธุรกิจด้านอสังหา ควรสร้างความรู้สึกมั่นคงและอบอุ่นให้กับลูกค้า แต่ถ้าทำธุรกิจเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ การสร้างความฝันและแรงบันดาลใจ จะทำให้ลูกค้ารู้สึกอินได้มากกว่าปกติ
อีกหนึ่งวิธีในการทำ Emotional Marketing ก็คือการสร้างเรื่องราว หรือทำ Storytelling ให้เชื่อมโยงกับชีวิตจริง และใช้ภาพ เสียง รวมถึงคำพูด บอกเล่าอารมณ์ เพื่อกระตุ้นให้ผู้ชมรู้สึกอิน หรือเกิดความรู้สึกว่าแบรนด์ของเราเข้าใจเขา จนนำมาซึ่งการตัดสินใจซื้อนั่นเอง เช่น ทำคลิปเล่าชีวิตคนย้ายมาอยู่บ้านใหม่เพื่อดูแลพ่อแม่ หรือทำโฆษณาให้ลูกค้านึกถึงบ้านในความทรงจำ เป็นต้น
การทำ Emotional Marketing จะต้องเชื่อมโยงกับชีวิตจริง ไม่ปรุงแต่งเกินจริง หรือสร้างเรื่องราวที่จงใจ “ขายของ” มากเกินไป เนื่องจากจะทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าแบรนด์ไม่จริงใจ และหมดความเชื่อถือไปในที่สุด
แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการทำ Emotional Marketing ทำให้ผู้ชมรู้สึกซาบซึ้งกินใจ มากกว่าการขายสินค้า โดยมักจะสร้างเรื่องราวโฆษณาที่ทำให้ผู้ชมเห็น “ความดี” และ “ผลตอบแทนของคนดี” มาเชื่อมโยงกับตัวแบรนด์ได้อย่างทรงพลัง สร้างภาพจำให้แบรนด์มีความจริงใจ น่าเชื่อถือ และดูแลด้วยหัวใจ กระตุ้นให้คนรู้สึกอยากใช้บริการ เพราะรู้สึกว่าแบรนด์นี้ใส่ใจชีวิตคนจริง ๆ นั่นเอง
AIS ถือเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ทำ Emotional Marketing แล้วคว้าใจคนไทยไว้ได้ โฆษณาหลายชิ้นของแบรนด์นี้ จะเล่าเรื่องที่ทำให้เห็นถึงการติดต่อสื่อสารกันของคนในครอบครัว ทำให้เห็นถึงความคิดถึง ความเหงา ความห่วงใย และการอยู่เคียงข้างกันแม้จะอยู่ห่างไกลกันก็ตาม เพื่อสะท้อนว่า AIS เข้าใจคุณค่าของความสัมพันธ์ สร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้ดูอบอุ่น เป็นมิตร และน่าไว้วางใจ ในสายตาของผู้ชม
โฆษณาหลายตัวของ Dove เป็นโฆษณาที่เปลี่ยน Beauty Standard ให้กลายเป็น Real Beauty เพื่อทำให้ผู้หญิงทุกคนรู้สึกว่า “เรามีความสวยในแบบของตัวเอง” โดยเปลี่ยนความกดดันทางสังคมที่ผู้หญิงหลายคนต้องเผชิญ ให้กลายเป็นความมั่นใจในตัวเอง สร้างภาพลักษณ์ให้ Dove กลายเป็นแบรนด์ที่สนับสนุน อยู่เคียงข้าง และเข้าใจความรู้สึกของผู้หญิงทุกคนที่ไม่ได้มีรูปลักษณ์ตรงตาม Beauty Standard ซึ่งเป็นการตลาดที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ทำให้ Emotional Marketing ของ Dove กลายเป็นต้นแบบของการตลาดที่ “ขายคุณค่า ไม่ใช่แค่สินค้า” นั่นเอง
Emotional Marketing เป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างความผูกพันระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค ทำให้เกิดภาพจำในด้าน “ความเข้าใจลูกค้า” กระตุ้นให้คนเกิดการซื้อ แชร์ต่อ หรือสร้างแนวโน้มที่จะทำให้คนกลับมาซื้อซ้ำ นับเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลังในการสร้างแบรนด์ให้มีชีวิต มีหัวใจ และมีคุณค่า ในสายตาลูกค้านั่นเอง ซึ่งจะได้เปรียบเป็นอย่างมากในตลาดที่มีสินค้าแบบเดียวกันเป็นจำนวนมาก
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.
You must be logged in to post a comment.