กลยุทธ์ทางการตลาดยุคดิจิทัล วางแผนด้วย AI, KPI และ Data ให้ธุรกิจโตจริง

กลยุทธ์ทางการตลาด

กลยุทธ์ทางการตลาด คือแผนงานระยะยาวซึ่งเป็นการรวมเป้าหมายและวัตถุประสงค์ทางการตลาดทั้งหมดของบริษัทเข้าไว้ด้วยกัน โดยกลยุทธ์ทางการตลาดที่ดีจะช่วยให้สามารถระบุลูกค้าที่ดีที่สุดของบริษัท และช่วยทำให้เข้าใจความต้องการของผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง จนสามารถนำวิธีการตลาดที่มีประสิทธิภาพที่สุดมาใช้ได้จริง และสร้างกำไรได้สูงสุด ดังนั้นการดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาดให้บรรลุผลสำเร็จ จึงมีขั้นตอนดังนี้

การวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาด

การวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดเป็นกระบวนการเชิงระบบในการกำหนดเป้าหมายระยะยาวให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจโดยรวม ทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย และสร้างแผนงานที่มีโครงสร้างชัดเจนเพื่อส่งมอบคุณค่า สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วย

1.การวิเคราะห์ตลาดและผู้บริโภค

การรวบรวมและตีความข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความเข้าใจอย่างครอบคลุมเกี่ยวกับภูมิทัศน์ทางการตลาด และปรับผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการจริง ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างข้อมูลดิบกับการดำเนินกลยุทธ์เชิงปฏิบัติ โดยมีองค์ประกอบสำคัญ คือ

  1. กำหนดวัตถุประสงค์ – ระบุความต้องการในการค้นหาอย่างชัดเจน โดยกำหนดเป็นเป้าหมายภายใน เช่น ทดสอบแนวคิดผลิตภัณฑ์ใหม่ และเป้าหมายภายนอก เช่น ประเมินตลาดใหม่ในเชิงภูมิศาสตร์
  2. วิจัยภาพรวมอุตสาหกรรม – วิเคราะห์สภาพแวดล้อมมหภาคที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจทั้งหมดในอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นสภาพเศรษฐกิจ นโยบายการเมือง กฎหมาย สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ทุกปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดโอกาสและภัยคุกคามสำหรับการวางแผนเชิงกลยุทธ์ รวมถึงการประเมินขนาดตลาด อัตราการเติบโต และอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด
  3. แบ่งส่วนตลาด – แบ่งกลุ่มตลาดเพื่อเข้าใจมิติโดยรวมของผู้บริโภค ทั้งอายุ รายได้ เพศ ที่อยู่ ค่านิยม ไลฟ์สไตล์ พฤติกรรมการซื้อ ความภักดีต่อแบรนด์ และกระบวนการตัดสินใจ
  4. วิเคราะห์คู่แข่ง – ใช้ SWOT Analysis ประเมินจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภัยคุกคามของคู่แข่ง พยายามมองหาช่องว่างในตลาด ความต้องการของผู้บริโภคที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง เพื่อสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์
  5. การรวบรวมและแปลงผล – ใช้แบบสอบถาม กระดานสนทนา หรือการสัมภาษณ์โดยตรงในการรวบรวมข้อมูลของตลาดและผู้บริโภค รวมทั้งการใช้ข้อมูลที่มีอยู่แล้ว เช่น รายงานอุตสาหกรรม สถิติภาครัฐ หรือฐานข้อมูล CRM จากนั้นทำการสังเคราะห์ รวมถึงประเมินความสัมพันธ์ระหว่างอุปสงค์กับอุปทาน เพื่อมองหาลักษณะและแนวโน้ม สำหรับสร้างข้อมูลคาดการณ์ประมาณการยอดขายหรือโอกาสในการเติบโต
  6. แปลงข้อมูลเชิงลึกสู่กลยุทธ์ – เผยแพร่ข้อมูลเชิงลึกให้ทุกฝ่ายงานรับทราบ เพื่อใช้กำหนดส่วนผสมทางการตลาด (Marketing Mix 4Ps หรือ 7Ps) และปรับแต่งข้อเสนอคุณค่า (Value Proposition) ให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

2.การกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์

ประเด็นนี้หมายถึงการตั้งเป้าหมายและวัตถุประสงค์ในการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาด เป็นการกำหนดหมุดหมายอย่างเฉพาะเจาะจงและวัดผลได้ เพื่อใช้ติดตามความก้าวหน้า และเป็นการรับประกันว่ากิจกรรมทั้งหมดจะช่วยนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการ ซึ่งมีประเด็นในการพิจารณาดังนี้

  1. SMART Framework – เป็นการกำหนดวัตถุประสงค์ให้มีความเฉพาะเจาะจง (Specific) วัดผลได้ (Measurable) ทำได้จริง (Achievable) สอดคล้อง (Relevant) และมีกรอบเวลา (Time-bound) เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนและสร้างความชัดเจน
  2. วัตถุประสงค์ทางการตลาด – องค์กรส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่ 4 ด้านหลัก ได้แก่
    • Brand Awareness เพิ่มการรับรู้ผลิตภัณฑ์ผ่านการเข้าถึงในสื่อสังคม เพื่อให้ผู้บริโภคจดจำ นึกถึง หรือคุ้นเคยกับสินค้า บริการ โลโก้ หรือสโลแกนของผลิตภัณฑ์
    • Lead Generation รวบรวมข้อมูลผู้ที่มีแนวโน้มสนใจสินค้าหรือบริการ (Leads) ให้เข้ามาอยู่ในระบบของธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนให้กลายเป็นลูกค้าจริงในอนาคต
    • Sales & Revenue จำนวนยอดเงินทั้งหมดที่ธุรกิจได้รับจากการขายสินค้าหรือให้บริการหลัก
    • Customer Retention การรักษาลูกค้าเก่าให้กลับมาซื้อซ้ำหรือใช้บริการอย่างต่อเนื่อง (Loyalty Program) ใช้ระบบสะสมแต้ม เพื่อนำไปแลกส่วนลดหรือของรางวัล ซึ่งเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการสร้างความพึงพอใจและความภักดีต่อผลิตภัณฑ์
  3. ลำดับชั้นของเป้าหมาย – เป็นการจัดโครงสร้างเป้าหมายแบบบนลงล่าง โดยต้องเริ่มจากวิสัยทัศน์ทางธุรกิจระยะยาว (Corporate Goals) ถัดมาคือ เป้าหมายทางการตลาดระดับสูง (Marketing Goals) และลำดับสุดท้ายเป็นเป้าหมายเชิงปฏิบัติโดยละเอียด (Marketing Objectives)
  4. การติดตามและการปรับปรุง – กำหนดวิธีการติดตามผล โดยอาจเลือกใช้เป็นแดชบอร์ดของซอฟต์แวร์การบริหารจัดการแบบรวมศูนย์อย่างระบบ ERP หรือ CRM และระบุวิธีการแก้ไขหากผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามแผน

3.การเลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับธุรกิจ

กลยุทธ์ทางธุรกิจเป็นสิ่งสำคัญในการรับมือกับความท้าทาย ความเปลี่ยนแปลง เอาชนะคู่แข่ง รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาเป้าหมายหลัก สิ่งที่ธุรกิจควรทำจึงเป็นการเลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับระยะการเติบโต และตำแหน่งการแข่งขันของธุรกิจในปัจจุบัน มีแนวทางในการพิจารณา ได้แก่

  1. ระบุเส้นทางการเติบโต (Ansoff Matrix) – กำหนดกรอบที่ใช้ตัดสินใจว่าจะมุ่งเน้นการดำเนินงานไปในทิศทางใด โดยพิจารณาจากความเสี่ยงและผลตอบแทน ซึ่งมี 4 กลยุทธ์หลักประกอบด้วย
    • เจาะตลาด (Market Penetration) กลยุทธ์ความเสี่ยงต่ำที่สุด โดยใช้สินค้าเดิมทำตลาดเดิม เน้นเพิ่มยอดขายจากลูกค้าปัจจุบัน หรือแย่งส่วนแบ่งจากคู่แข่ง เช่น การจัดโพรโมชัน
    • พัฒนาตลาด (Market Development) กลยุทธ์ความเสี่ยงปานกลาง เป็นการนำสินค้าเดิมไปหาตลาดใหม่ เช่น ขยายสาขาไปต่างจังหวัด ต่างประเทศ หรือหากลุ่มลูกค้าใหม่
    • พัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Development) กลยุทธ์ความเสี่ยงปานกลาง ใช้วิธีการสร้างสินค้าใหม่ขายให้ลูกค้ากลุ่มเดิม เช่น ออกสินค้าใหม่ในแบรนด์เดิมเพื่อเพิ่มทางเลือก
    • กระจายความเสี่ยง (Diversification) กลยุทธ์ความเสี่ยงสูงสุด ทำการพัฒนาสินค้าใหม่ในตลาดใหม่ เป็นการเริ่มธุรกิจใหม่ที่ไม่เคยทำมาก่อน
  2. กำหนดความได้เปรียบในการแข่งขัน (Porter’s Generic Strategies) – กรอบแนวคิดการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่พัฒนาโดย Michael Porter เพื่อช่วยให้องค์กรสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน กรอบแนวคิดนี้อิงจาก 2 มิติ ได้แก่ 1) ประเภทของความได้เปรียบในการแข่งขัน เช่น ต้นทุนต่ำ หรือความแตกต่าง และ 2) ขอบเขตของตลาดกว้างหรือแคบ โดยองค์กรต้องเลือกกลยุทธ์ใดกลยุทธ์หนึ่งเพื่อหลีกเลี่ยงการ “ติดอยู่ตรงกลาง” ซึ่งอาจนำไปสู่ผลการดำเนินงานที่ต่ำกว่ามาตรฐาน มีกลยุทธ์ย่อย ดังนี้
    • ผู้นำด้านต้นทุน (Cost Leadership) มีจุดมุ่งหมายเป็นผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำที่สุดในอุตสาหกรรม โดยใช้ประโยชน์จากขนาดการผลิต (Economies of Scale) การผลิตที่มีประสิทธิภาพ การควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ และการลดค่าใช้จ่ายในด้าน R&D การตลาด และการบริการ
    • สร้างความแตกต่าง (Differentiation) เสนอสินค้าหรือบริการแตกต่างจากคู่แข่ง เพื่อให้สามารถตั้งราคาสูงขึ้นได้ โดยการสร้างแบรนด์ นวัตกรรม คุณภาพที่เหนือกว่า การออกแบบ หรือการบริการลูกค้ามีความโดดเด่น
    • กลยุทธ์การมุ่งเน้น (Focus Strategy) กำหนดจุดมุ่งหมายกับตลาดเฉพาะกลุ่มเล็ก ๆ Niche มากกว่าตลาดทั้งหมด โดยอาจมุ่งเป้าไปที่กลยุทธ์ต้นทุนต่ำ (Cost Focus) หมายถึงการเป็นผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำที่สุดในตลาดเฉพาะ และกลยุทธ์การสร้างความแตกต่าง (Differentiation Focus) ซึ่งหมายถึง การเสนอสินค้าที่มีความแตกต่างให้กับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม
  3. ประเมินความเหมาะสมของทรัพยากร (VRIO Framework ) – Jay Barney ได้พัฒนาเครื่องมือเชิงกลยุทธ์เพื่อประเมินทรัพยากรและความสามารถภายในขององค์กร โดยพิจารณาถึงความสามารถในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน โดย VRIO ย่อมาจาก
    • Value หรือคุณค่า หมายถึง ทรัพยากรต้องช่วยให้องค์กรใช้ประโยชน์จากโอกาสหรือป้องกันภัยคุกคามได้ และมีคุณค่ามากพอที่จะช่วยให้องค์กรดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมาย
    • Rarity หรือความหายาก หมายถึง ทรัพยากรมีความเฉพาะหรือหายาก ไม่ใช่สิ่งที่คู่แข่งทุกคนมี เช่น เทคโนโลยีเฉพาะ บุคลากรที่มีทักษะสูง
    • Imitability หรือความยากในการเลียนแบบ หมายถึง ทรัพยากรมีต้นทุนสูงหรือยากที่คู่แข่งจะสามารถเลียนแบบได้ อุปสรรคในการเลียนแบบอาจรวมถึงสิทธิบัตร วัฒนธรรมองค์กรเฉพาะ หรือความรู้เชิงลึกที่มีความซับซ้อน
    • Organization หรือการจัดการองค์กร หมายถึง องค์กรมีโครงสร้างเหมาะสมในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างเต็มที่ รวมถึงมีการจัดสรรทรัพยากรให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัท และมีขั้นตอนรักษากระบวนการที่มีประสิทธิภาพ
  4. เกณฑ์การคัดเลือก – เมื่อได้กลยุทธ์ที่คัดเลือกไว้แล้ว ควรพิจารณาตามเกณฑ์การคัดเลือกสุดท้ายดังรายละเอียด
    • ความเป็นไปได้ (Feasibility) มีงบประมาณมากพอและเทคโนโลยีเหมาะสมที่จะดำเนินการภายใน 6–12 เดือน
    • ความยั่งยืน (Sustainability) สามารถรักษาตำแหน่งในตลาดได้หากคู่แข่งมีการตอบโต้
    • ศักยภาพในการทำกำไรจากการลงทุน (ROI Potential) เมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุน ยังสามารถสร้างผลตอบแทนกลับคืนมาได้คุ้มค่ากับเม็ดเงินหรือทรัพยากรที่จ่ายไป

กลยุทธ์ทางการตลาดในโลกแห่งเทคโนโลยี

ในโลกแห่งเทคโนโลยี กลยุทธ์ทางการตลาดได้เปลี่ยนจากการนำเสนอคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว เป็นการใช้ข้อมูล เทคโนโลยีในการสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างแท้จริง แม้แต่กลยุทธ์ช่องทางการตลาดก็ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ช่องทางออฟไลน์หรือการขายหน้าร้าน แต่ขยายสู่กลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์ และข้อมูลด้านล่างคือกลยุทธ์ทางการตลาดดิจิทัล

ขับเคลื่อนการดำเนินงานด้วย AI

  1. AI เป็นรากฐานหลัก – AI และ Machine Learning จะเป็นส่วนสำคัญสำหรับการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ข้อมูลเชิงลึกจากลูกค้า วิเคราะห์ทำความเข้าใจพฤติกรรมและคาดการณ์เจตนา รวมถึงความต้องการแท้จริง เพื่อสร้างกิจกรรมประชาสัมพันธ์อย่างตรงจุด พร้อมทั้งปรับแต่งให้เหมาะกับแต่ละกลุ่มลูกค้า นอกจากนั้นเครื่องมือ AI จะช่วยสร้างวิดีโอสั้นคุณภาพสูงหลายเวอร์ชัน และปรับให้เหมาะกับแต่ละแพลตฟอร์ม ซึ่งช่วยลดเวลาและต้นทุนการผลิตอย่างมาก
  2. Generative Engine Optimization (GEO) – องค์กรต้องปรับแต่งเนื้อหาบนเว็บไซต์ให้เหมาะสมกับการทำงานของ AI Search Engines เช่น ChatGPT Gemin Perplexity Bing Copilot โดยต้องทำให้อัลกอริทึมของ Generative AI อ้างอิงและพูดถึง

กลยุทธ์ช่องทางการตลาด

  1. วิดีโอสั้น –  วิดีโอสั้นแนวตั้งบน TikTok Instagram Reels และ YouTube Shorts เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการดึงดูดความสนใจ
  2. การค้นหาผ่านโซเชียล (Social Search) –  คนรุ่นใหม่ใช้โซเชียลมีเดียเป็นเสมือนเครื่องมือค้นหา ดังนั้นคอนเทนต์ต้องใส่คีย์เวิร์ดที่เหมาะสมเพื่อให้ค้นเจอในฟีด
  3. ข้อมูลปฐมภูมิ (First-Party Data) –  องค์กรสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลจากลูกค้าโดยตรงผ่านช่องทางของตนเอง (Owned Media) เช่น เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน ระบบ CRM หรือ POS ซึ่งสามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์พฤติกรรมและทำการตลาด โดยไม่ต้องพึ่งพาองค์กรภายนอก
  4. คอนเทนต์และชุมชน –  สร้างความไว้วางใจผ่านคอนเทนต์ด้วยการสร้างเนื้อหาที่มีคุณค่า ตอบโจทย์ปัญหาของผู้ชม พร้อมทั้งนำเสนอทางออกที่เป็นประโยชน์ และใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในการมีส่วนร่วมกับชุมชนผู้ใช้งาน

ความไว้วางใจและความจริงใจ

ขณะที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้น ความโปร่งใสและการใช้ข้อมูลอย่างมีจริยธรรมได้กลายเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน รวมถึงผู้บริโภคจะให้ความสนใจกับคอนเทนต์ที่ออกแบบมาเพื่อมนุษย์เป็นหลัก ไม่ใช่เพื่ออัลกอริทึม โดยต้องเน้นความเข้าใจ ความจริงใจ และบริบททางวัฒนธรรม เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกเชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์อย่างแท้จริง

การวัดผลและปรับปรุงกลยุทธ์ทางการตลาด

การใช้ KPI และตัวชี้วัดความสำเร็จ

วัดคุณภาพและความคุ้มค่าของการดำเนินงานและการลงทุน ด้วยตัวชี้วัดที่ประกอบด้วย

  1. Customer Acquisition Cost (CAC) หรือต้นทุนเฉลี่ยในการได้มาซึ่งลูกค้าใหม่ 1 ราย โดยถ้า CAC สูงกว่ากำไรที่ได้จากลูกค้าคนนั้น หมายความว่าธุรกิจกำลังขาดทุน การคำนวณ CAC จะทำให้รู้ยอดสุทธิของปริมาณเงินลงทุนถ้าต้องการเพิ่มจำนวนลูกค้า
  2. Return on Ad Spend (ROAS) หรือผลตอบแทนจากค่าโฆษณา ตัวชี้วัดสำคัญสำหรับแคมเปญโฆษณาแบบชำระเงินบน Google Ads หรือ Meta ใช้วัดรายได้รวมที่เกิดขึ้นต่อเงินโฆษณาทุก 1 หน่วยที่ใช้ไป
  3. Conversion Rate (CR) หรืออัตราการแปลง โดยวัดจากเปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้ที่ดำเนินการตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ เมื่อเทียบกับจำนวนผู้เข้าชมทั้งหมด ตัวชี้วัดนี้เป็นการบอกถึงศักยภาพกับความน่าสนใจของหน้าเว็บไซต์หรือโฆษณาที่ทำให้สามารถปิดการขายได้
  4. Churn Rate หรืออัตราการยกเลิกการใช้บริการ เป็นเปอร์เซ็นต์ของลูกค้าหยุดใช้สินค้าหรือบริการ มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจแบบ Subscription และการสร้างความภักดีในระยะยาว

การใช้ข้อมูลเชิงลึก (Analytics) เพื่อปรับปรุงกลยุทธ์

วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อค้นหาสาเหตุที่ลูกค้าเปลี่ยนแปลงความสนใจ หรือละความสนใจจากผลิตภัณฑ์ ค้นหาจุดติดขัดเพื่อนำไปปรับปรุงกระบวนการให้ลื่นไหล จากนั้นแบ่งกลุ่มลูกค้าให้ชัดเจนตามพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ สำหรับสร้างสรรค์โพรโมชันเฉพาะกลุ่มให้ตรงตามความต้องการ ทุกกระบวนการต้องยึดการตัดสินใจจากข้อมูลเป็นหลัก รวมทั้งต้องรวบรวมข้อมูลจากทุกช่องทางการตลาดและการสื่อสารมาไว้ที่เดียวกัน ผ่าน Customer Data Platform (CDP) เพื่อให้เห็นภาพรวมของลูกค้าได้ชัดเจนขึ้น

การปรับกลยุทธ์ตามพฤติกรรมผู้บริโภคและแนวโน้มตลาด

สำหรับปัจจุบันการปรับกลยุทธ์ตามพฤติกรรมผู้บริโภคต้องเปลี่ยนจากการตั้งรับ เป็นการดำเนินการเชิงรุกด้วยข้อมูลเพื่อให้ผลิตภัณฑ์เข้าถึงใจลูกค้าได้ก่อนคู่แข่ง ด้วยการปรับคอนเทนต์ให้เป็นมิตรกับอัลกอริทึม เพื่อให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ปรากฏบนสื่อโซเชียลของลูกค้า อย่างไรก็ดี การสร้างคอนเทนต์ต้องมีความจริงใจ ไม่โอ้อวดเกินจริง หรือเป็นรีวิวจากผู้ใช้จริงเพื่อสร้างความเชื่อมั่น พร้อมมุ่งเน้นการแก้ปัญหาในวินาทีที่ลูกค้าต้องการ

การปรับกลยุทธ์ตามแนวโน้มตลาด องค์กรต้องปรับเว็บไซต์ให้รองรับการค้นหาด้วยรูปและเสียง ปรับกระบวนการซื้อของแต่ละแพลตฟอร์มให้เชื่อมโยงกันและง่ายต่อการซื้อ ใช้เทคโนโลยีสังเกตความเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค แนวโน้มความสนใจ ความนิยม เพื่อปรับปรุงสินค้าและบริการให้ตรงกับความคาดหวังที่เปลี่ยนไป ตลอดจนมุ่งเน้นการสื่อสารเรื่องความยั่งยืน 

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมการตลาดดิจิทัลจึงมีความสำคัญในปัจจุบัน

เนื่องจากผู้บริโภคมีการใช้งานช่องทางดิจิทัลมากขึ้น โดยผู้คนส่วนใหญ่มักค้นหาข้อมูลสินค้าออนไลน์ก่อนตัดสินใจซื้อ มีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ผ่านโซเชียลมีเดีย นอกจากนั้นการตลาดดิจิทัลยังสนับสนุนการสื่อสารแบบสองทางระหว่างแบรนด์และผู้บริโภค ช่วยให้เกิดการมีส่วนร่วมแบบเรียลไทม์ การรับฟังความคิดเห็น และการสร้างชุมชน ส่งผลให้การทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้า และพัฒนาสินค้าหรือบริการให้ตอบโจทย์มากยิ่งขึ้น

ควรเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาดบ่อยแค่ไหน

เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคและฟีเจอร์ของแพลตฟอร์มโซเชียลมีการปรับเปลี่ยนเร็วมาก จึงควรตรวจเช็ก KPI ทุกเดือน โดยควรปรับกลยุทธ์ย่อยทุกไตรมาส (3 เดือน) สำหรับกลางปีและรายปี ควรมีการทบทวนกลยุทธ์ระยะยาว และถ้าตลาดหรือพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อาจต้องปรับกลยุทธ์ทันทีเพื่อไม่ให้เสียโอกาส

ยิงโฆษณา (Paid Ads) กับทำ SEO แบบไหนคุ้มกว่า

กลยุทธ์ทางการตลาดทั้งสองแบบมีจุดเด่นต่างกัน โดยการยิงโฆษณา เหมาะสำหรับการเปิดตัวสินค้าใหม่ สร้างยอดขายทันที หรือการทดสอบตลาด ขณะ SEO เหมาะสำหรับการสร้างการเติบโตระยะยาว การสร้างความน่าเชื่อถือ หรือการลดต้นทุนในการดึงลูกค้า ดังนั้นจึงควรผสมผสานทั้งสองกลยุทธ์เข้าด้วยกันและเลือกใช้ตามความเหมาะสม

Discover more from BeTask

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading